ครั้งหนึ่งในกาลเวลาคู่ขนานอันไม่อาจระบุให้ทราบวันเดือนปีที่ถูกต้องแน่ชัด ชุมชมเล็กๆชุมชนหนึ่งตั้งอยู่บนส่วนตัดของเส้นละติจูดและลองจิจูดที่ไม่อาจมีใครหาพิกัดพบหรือคิดอีกทีคืออาจไม่มีใครต้องการจะค้นหา ชุมชนแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ทุกๆเช้าในตลาดจะครึกครื้น จอแจ มองทางใดก็มีแต่คน คน และคน ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากคน และต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นที่ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์กลางชุมชน ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าต้นไม้ต้นดังกล่าวเป็นสายพันธุ์อะไร เพราะไม่มีใครใคร่จะศึกษามันอีกหลังจากความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนของเหล่านักวิทยาศาสตร์ประจำชุมชน หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือไม่ทราบว่าจะศึกษาได้อย่างไร เพราะนอกจากต้นไม้ต้นนี้แล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะเพาะพันธุ์พืชผลอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะในน้ำ บนบก หรือกลางอากาศก็ตาม ที่จริงมันก็คงไม่มีผลกระทบอะไรนักหากต้นไม้ต้นนี้ไม่ใช่แหล่งทรัพยากรเดียวสำหรับการอุปโภค บริโภคของคนในชุมชน หรือถึงกระนั้นก็คงไม่มีผลกระทบอะไรหากต้นไม้ใหญ่นั้นยืนยงคงกระพันตลอดไป…

                แม้กระทั่งทีมปุโรหิตและโหราจารย์ผู้เป็นที่ศรัทธานับถือกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังทำนายว่า ต้นไม้หนึ่งเดียวในชุมชนกำลังจะถึงกาลดับสูญเมื่อเวลาผ่านพ้นจากอดีตที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจนครบ 2012 ปี แต่เนื่องจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าไม่อาจทราบวันเดือนปีที่แน่ชัด จึงมีวิธีเดียวคือดูจากวงปีต้นไม้ จากการศึกษานั้นรวมไปถึงสภาวะที่เริ่มขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่ปรากฏชัดทำให้คณะขุนนางได้ทราบว่าอีกไม่นานต้นไม้จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลี และพวกเขาก็จะอดตาย คณะขุนนางพยายามปิดข่าวนี้ไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ทว่าความลับไม่มีในโลก ด้วยการแพร่กระจายโดยตั้งใจของผู้รับใช้ของขุนนางคนหนึ่งทำให้ 90 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณของคนในชุมชนทราบถึงเรื่องราวเหล่านี้กันแล้ว และแน่นอนว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกันเป็นธรรมดา หลายคนพยายามมองหาลู่ทางที่จะหนีออกจากชุมชนไปหาแหล่งทรัพยากรใหม่ หลายคนพยายามจะคิดค้นทรัพยากรใหม่รวมไปถึงพวกที่พยายามเพราะพันธุ์ต้นพืชตามที่กล่าวข้างต้น หลายคนออกมาเรียกร้องให้คณะขุนนาง ปุโรหิต และโหรออกมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างคนก็ต่างวิธีเพื่อควานหาความอยู่รอดสำหรับตนเองและครอบครัว แต่พวกที่ดูจะอาการหนักสุดคือกลุ่มคนที่ไม่เชิงว่าคิดค้นทรัพยากรใหม่ แต่เรียกว่าใช้ของเก่าที่มีมาทำประโยชน์ในแง่ใหม่จะถูกต้องกว่า ฟังดูผิวเผินอาจจะเป็นเพียงวิธีการเอาตัวรอดธรรมดาทั่วไปเหมือนวิธีอื่นๆข้างต้น มันก็คงจะเป็นเช่นนั้นถ้าหากสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจะนำมาใช้อุปโภคบริโภคแทนต้นไม้ ก็คือ “คน” ด้วยกันนั่นเอง!

อาจจะฟังดูเป็นการใส่ร้ายเกินไปที่จะบอกว่าคนพวกนั้นพยายามจะใช้ “คน”ในการกินอยู่เพื่อความอยู่รอดต่อไป  ที่จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ “คน” แต่เป็น “วิญญาณ” หรือเรียกสั้นๆว่า “ผี” หรือเรียกยาวๆว่า “คนที่เสียชีวิตแล้ว” แรกเริ่มแม้จะฟังดูสะอิดสะเอียน แต่พวกเขาก็เพียงแค่สูบวิญญาณจากศพที่ยังใหม่อยู่เท่านั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เสียสละที่จะไม่ผลาญทรัพยากรที่เหลือเวลาเพียงน้อยนิดก่อนจะสูญสลายไปอย่างต้นไม้ได้เผยแพร่ลัทธิที่เรียกว่ากลุ่ม “มังสะ” ผู้สูบวิญญาณและเลือดเนื้อของคนที่หมดลมหายใจแก่คนในชุมชน ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จเมื่อผู้คนกว่าครึ่งรวมถึงเหล่าขุนนาง ปุโรหิต และโหรต่างก็เริ่มหันมานิยมชมชอบวิถีการเอาตัวรอดที่ได้ผลดีตามอย่างลัทธิมังสะ เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มที่ยังคงยึดถือวิถีแห่ง “มังสวิรัติ” ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นพวกล้าหลัง เห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยเหลือสังคม ด้วยเหตุนี้ทำให้ทรัพยากรใหม่จึงค่อยๆหมดลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนอิ่มหนำสำราญ สุขภาพแข็งแรงยิ่งกว่าสมัยก่อน ทำให้อัตราคนตายเทียบกับคนเกิดเริ่มไม่สมดุลอีกครั้ง เหล่าผู้นำของลัทธิมังสะจึงเริ่มประชุมหารือกันอีกครั้ง ก่อนจะลงมติกันว่าอาจถึงคราวที่จะต้อง “สร้าง”ทรัพยากรเอาเองด้วยการ “ทำลาย” พวกที่มีกำลังน้อยกว่าอย่างพวกมังสวิรัติ เพราะนอกจากจะช่วยให้อยู่รอดได้ไปอีกนานแสนนาน เหล่ามังสวิรัตินี้ยังเป็นพวกวิญญาณและเลือดสะอาดที่ได้รับสารอาหารจากพืชที่พวกเขาไม่ได้แตะต้องมานาน หากได้สูบวิญญาณจากพวกเขาจะช่วยเพิ่มพลัง ความแข็งแรงให้กับชาวมังสะได้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

และแล้วแผนการล่าชาวมังสวิรัติก็เริ่มต้นขึ้น ตอนนั้นชั้นอายุ 6 ปี กำลังถึงวัยที่จะก้าวเดินออกไปสู่ชุมชนอย่างสดใส ไปเจอเพื่อน เจอผู้คนใหม่ๆมากมายภายนอกนั่น แต่ความหวังความฝันทุกอย่างก็ต้องหยุดลง เมื่อพ่อแม่ของชั้นได้เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังในวันเกิดปีนั้น และหลังจากนั้นชั้นก็ไม่เคยได้ออกไปจากบ้านอีกเลย ชั้นต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่างมิดชิดราวกับไม่เคยมีตัวตนในชุมชนนี้มาก่อนยาวนานถึง 8 ปี เนื่องจากชั้นและครอบครัวเป็นพวกที่ยังยึดในความเป็นมังสวิรัติ และไม่เคยที่จะศรัทธาในความโหดร้าย น่าสะอิดสะเอียดของลัทธิเมนสตรีมอย่างมังสะ พ่อแม่ของชั้นออกไปทำงานในแถบพื้นที่ของพวกมังสวิรัติด้วยกัน ที่นั่นจะมีตลาดเล็กๆเงียบๆต่างกับตลาดกลางชุมชนในอดีตที่ขายของราคาแพงหูฉี่จากการออกไปเสี่ยงเก็บพืชพันธุ์จากต้นไม้ที่ใจกลางชุมชนของพวกที่เป็น “ลูกผสมลัทธิ” หรือพูดง่ายๆก็คือ ผู้ที่ยังยึดถือความเป็นมังสวิรัติแต่จำต้องแสร้งทำเป็นลัทธิมังสะเพื่อความอยู่รอดของตนเองและคนอื่นๆที่ถูกล่า ถ้ามองในแง่ดีคนพวกนี้คือผู้เสียสละอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่หากมองในด้านตรงข้าม คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากพ่อค้าหน้าเลือดที่ไม่ศรัทธาในอะไรซักอย่าง แต่สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อค่าตอบแทน หรือเรียกอีกอย่างว่า “นกสองหัว” แม่ของชั้นบอกว่าในกลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งพวกที่สมควรถูกมองในแง่ดีและในแง่ตรงข้ามปะปนกันไป

วันนี้พ่อแม่ของชั้นกำลังจะออกไปทำงานเช่นเคย ก่อนไปก็ได้กำชับกับชั้นอย่างเช่นเคยในเรื่องที่ว่าให้ชั้นซ่อนตัวให้มิดชิด อย่าส่งเสียง อย่าเปิดประตูรับใคร อย่ารับโทรศัพท์ หรือตอบอีเมล์แม้แต่คนที่อ้างว่าเป็นมังสวิรัติด้วยกันเพราะอาจเป็นแผนหลอกล่อก็เป็นได้ ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องกำชับอะไรกับชั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครจะมาหา หรือโทรมาหรือแม้แต่ส่งอีเมล์มาหาชั้นอยู่แล้ว โดยปกติหลังจากพวกเขาออกไป ชั้นก็มักจะทำกิจกรรมเช่นเดิมอย่างที่เคย อ่านหนังสือ ฟังเพลงผ่านหูฟัง เขียนเรื่องสั้น วาดภาพทิวทัศน์ในบ้าน ต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ ที่จริงมันก็เพลินดี ชั้นเองก็ไม่ได้เดือนร้อนหรือเบื่อหน่ายอะไรนัก แต่มันก็เป็นธรรมชาติของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ต้องการจะ “มีชีวิต”

ชั้นทานมื้อเช้าที่แม่ทำจากใบและดอกของต้นไม้ที่ใกล้จะสูญสลายต้นนั้น แม้พวกเราจะรู้สึกผิดที่จำต้องผลาญทรัพยากรแหล่งสุดท้ายที่แทบจะหมดลมหายใจแล้วในไม่ช้า แต่เราก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด เพราะชั้นและครอบครัวรวมไปถึงมังสวิรัติคนอื่นๆคงไม่สามารถที่จะทำใจแล้วสูบวิญญาณจากศพอันน่าสะอิดสะเอียนได้อย่างพวกชาวมังสะ จะว่าไปจากคำทำนายและสถานการณ์ที่ชั้นได้รับรู้เกี่ยวกับการสูญสลายของต้นไม้ต้นนั้นมันก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว คำว่า “ในไม่ช้า”ของคณะขุนนาง ปุโรหิต และโหราจารย์นี่มันยาวนานแค่ไหน ชั้นก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน

หลังจากมื้อเช้า ชั้นก็เริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยกิจกรรมอย่างที่บอก (คือ ไม่ได้ถึงขนาดต้องเรียงลำดับตามที่บอก) ชั้นลองหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเลือก ถึงอย่างไรหนังสือทุกเล่มในบ้านนี้ชั้นก็อ่านมาหมดแล้วไม่ต่ำกว่า 3 รอบต่อเล่ม เนื่องจากไม่มีการผลิตหนังสือมาตั้งแต่เริ่มมีการขาดแคลนวัตถุดิบจากต้นไม้เมื่อ 8 ปีก่อน หนังสือเล่มที่ชั้นสุ่มหยิบมาเป็นเล่มที่ชั้นไม่ชอบที่สุด จึงมีสถิติต่ำสุดในการถูกเลือกมาอ่าน ท่าทางวันนี้โชคจะไม่เข้าข้าง แต่อย่างไรก็ตามชั้นก็เปิดมันอ่านเป็นครั้งที่ 4 ไม่แน่บางทีมันอาจจะกลายเป็นหนังสือที่น่าเบื่อน้อยที่สุดไปแล้วก็ได้

หนังสือที่บรรจุแต่ตัวอักษรจำนวนมากและตัวติดกับเป็นพืด นอกจากเนื้อหาดั้งเดิมที่น่าเบื่ออยู่แล้วยังช่วยให้อ่านยากขึ้นและน่าเบื่อขึ้นไปอีก ชั้นพลิกหนังสือไปมา ตั้งใจว่าจะลองอ่านย้อนจากหน้าหลังมาหน้าแรก หรืออ่านกลับหัวดู บางทีอาจจะสนุกขึ้น ชั้นลองกลับเล่มหนังสือไปมา และเริ่มอ่านจากหลังมาหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่นานชั้นก็เริ่มสนุกเพลิดเพลินกับกิจกรรมกึ่งใหม่นี้ ที่จริงหากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับชุมชนของเราเสียก่อน ชั้นคงได้ทดลองวิธีนี้กับหนังสือเล่มอื่นๆข้างนอกนั่นแล้วอาจจะพบความมหัศจรรย์บางอย่างก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม แค่ได้ออกไปจับหนังสือเล่มอื่นข้างนอกนั่นก็อาจจะถือว่ามหัศจรรย์แล้วก็ได้ในตอนนี้

“…” เสียงแปลกๆที่ชั้นบรรยายไม่ถูกดังขึ้นมาจากห้องนั่งเล่นด้านหน้า ชั้นรีบลุกจากเก้าอี้ในครัวเดินตามหาต้นเสียง ในบ้านไม่ควรจะมีเสียงอะไร เพราะชั้นควรจะต้องทำตัวเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในชุมชนแห่งนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง

“...” เสียงนั่นดังขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ชั้นเดินมาเรื่อยๆก็เจอกับต้นตอที่อยู่บนโต๊ะข้างโซฟา มันคือเสียงของโทรศัพท์ ชั้นไม่เคยได้ยินเสียงของมันมานานมากจนไม่สามารถจดจำเสียงมันได้ในทันที

ชั้นรู้สึกตื่นเต้นระคนแปลกใจที่โทรศัพท์ดังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีจึงได้แต่ยืนจดๆจ้องๆอยู่อย่างนั้น ประกอบกับที่พ่อแม่ของชั้นกำชับนักหนาว่าห้ามรับโทรศัพท์ใดๆทั้งสิ้น ชั้นยืนตัวแข็งทื่อ แต่สะดุ้งทุกครั้งที่เสียงดังขึ้นอีก ที่จริงมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากถ้าชั้นจะเดินกลับไปในครัวแล้วนั่งลงอ่านหนังสือพร้อมกับทนฟังเสียงที่ดังไม่หยุดหย่อนนี้ หรือวิ่งไปเอาหูฟังมาใส่แล้วเปิดเพลงกลบ ชั้นเลือกทางไหนก็ได้ แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร จิตใต้สำนึกชนะเสมอ... รู้ตัวอีกที มือของชั้นก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบไว้ข้างหูแล้ว

“ฮัลโหลๆ...” เสียงจากอีกฝากหนึ่งของสายดังขึ้น ชั้นตกใจมากจึงรีบวางโทรศัพท์กลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว ชั้นไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป ไม่รู้ว่าการไม่เชื่อฟังคำของพ่อแม่ และทำตามจิตที่ไร้การควบคุมไปอย่างชั่ววูบจะส่งผลกับชั้นและคนอื่นๆในครอบครัวมากแค่ไหน

ชั้นพยายามควบคุมสติอารมณ์ ค่อยๆนั่งลงบนโซฟาข้างๆโต๊ะที่วางโทรศัพท์นั้น ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่โทรมาอาจเป็นเพียงพวกมังสวิรัติเพื่อนเก่าของครอบครัวที่เป็นห่วงเป็นใยจึงอยากถามสารทุกข์สุขดิบ หรืออาจจะโทรมาแจ้งข่าวดีว่ายุคของการล่ามังสวิรัติได้หมดสิ้นลงแล้ว ชั้นเกือบจะกล่อมตัวเองให้เชื่อและเบาใจลงแล้วถ้าไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆผ่านทางผ้าม่านที่ประตูหน้า  แล้วจู่ๆก็ปรากฏขึ้นอีกที่หน้าต่างด้านข้าง แล้วก็กลับมาที่ประตูหน้าอีกครั้ง คราวนี้ชั้นไม่อาจที่จะนั่งปลอบตัวเองให้สบายใจได้อีกแล้ว การกระทำอันไร้ความยั้งคิดของชั้นส่งผลร้ายกับชั้นเสียแล้ว พวกเขา...พวกใดพวกหนึ่งรู้แล้วว่ามีคนซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้!

ตลอดทั้งช่วงสายนั้น หนังสืออันแสนน่าเบื่อบนโต๊ะในครัวยังเปิดค้างอยู่ที่หน้าเดิม ส่วนชั้นซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโซฟาพร้อมกับสายตาที่จดจ้องไปที่ประตูตลอดเวลา ที่จริงเงานั่นหายไปตั้งแต่ที่มันปรากฏ 3-4 ครั้งนั้นแล้ว แต่ชั้นก็ไม่ไว้ใจ ต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ชั้นไม่น่าละเลยคำสั่งของพ่อแม่ ชั้นควรมีวุฒิภาวะที่จะควบคุมสติให้ได้ดีกว่านี้ หากชั้นทำได้ คงไม่ต้องมานั่งกังวลใจอยู่อย่างนี้

เวลาผ่านไปจนเลยเวลาเที่ยง ทุกอย่างเท่าที่เห็นกลับคืนสู่สภาพปกติ ความเงียบกลับคืนสู่บ้านของชั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเงาประหลาดใดๆอีก อาจจะเป็นการคิดมากไปเองที่เกิดจากความกลัวความผิดที่ขัดคำสั่งพ่อแม่ ชั้นรู้สึกเหนื่อยและเพลียกับความตื่นตระหนกและการจับตาเฝ้าที่ประตูมาตลอดครึ่งวัน ชั้นเดินไปที่ครัวอีกครั้งเพื่อเตรียมอาหาร พยายามทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังมากกว่าปกติ ตั้งใจว่าจะทานอาหารและงีบพักผ่อนเสียเล็กน้อย แต่ทว่า...

“...” เสียงประหลาดบรรยายไม่ถูกดังขึ้นอีกแล้ว เสียงนี้ไม่ใช่โทรศัพท์อย่างคราวแรก มันเป็นเสียงที่ดังมาจากประตู แม้ชั้นจะจำไม่ได้โดยทันทีเนื่องจากไม่ได้ยินมานานเกือบสิบปี แต่ก็รู้ได้ไม่ยากว่ามันคือ

“เสียงกริ่งประตู”ชั้นกระซิบกับตนเองเบาๆ

“มีใครอยู่ในนั้นน่ะ” เสียงจากเงาข้างหลังประตูดังขึ้น มันเป็นเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินจากโทรศัพท์เมื่อตอนสาย

“สวัสดี มีใครอยู่มั้ย” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเงาที่เดินเข้ามาสมทบ พวกเขามีกันถึงสองคน...

ชั้นไม่อาจรู้ได้อีกแล้วว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป ชั้นไม่ได้คิดมากไปเอง พวกเขามาที่นี่จริงๆ พวกเขาโทรมา และชั้นรับสาย แล้วเขาก็มาด้อมๆมองๆ จนตอนนี้พวกเขาคงแน่ใจแล้วจริงๆว่ามีคนซ่อนอยู่ในนี้ ชั้นลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะในครัว พยายามตั้งสติเพื่อคิดหาหนทางในการเอาตัวรอด ในเมื่อสถานการณ์บานปลายมาถึงขนาดนี้ คงถึงเวลาที่ชั้นต้องยอมรับความผิดและขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่แล้ว

ชั้นค่อยๆคลานเข่าจากห้องครัวเพื่อไปยังโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่น ชั้นพยายามคลานอย่างเบาที่สุดแต่ต้องเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน

“…” เสียงนั่นดังขึ้นอีกแล้ว ชั้นสะดุ้งโหยง แต่ก็พยายามข่มใจตัวเองให้กล้าหาญเพื่อที่จะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ จนในที่สุดชั้นก็เอื้อมถึงโทรศัพท์ ชั้นกดหมายเลขที่พ่อแม่ให้ท่องไว้จนขึ้นใจก่อนจะยกขึ้นมาแนบหู ระหว่างที่รอคอยการตอบรับ ชั้นรู้สึกถึงมือที่สั่นจนทำให้โทรศัพท์ที่แนบแก้มอยู่สั่นไปด้วยอย่างอัตโนมัติ ที่จริงก็อาการนี้ได้คืบคลานไปทั่วทั้งตัวของชั้นตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งเป็นครั้งที่สองแล้ว

“…” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แม่ของชั้นก็ยังไม่ตอบรับ ชั้นลองเปลี่ยนมากดหมายเลขเพื่อติดต่อพ่อ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ทำไมพวกเขาถึงไม่รับ...หรือว่าการล่าล้างเผ่าพันธุ์มังสวิรัติดำเนินมาถึงพื้นที่บริเวณนี้แล้ว...หรือว่าพ่อกับแม่ของชั้นจะถูกพวกเขา...ไม่สิ...พวกมันจับตัวไปแล้ว!

ชั้นพยายามติดต่อพ่อแม่อีกหลายต่อหลายครั้ง พร้อมๆกับที่เสียงกริ่งนั่นดังขึ้นอีกหลายหนไม่แพ้กัน จนในที่สุดชั้นก็ยอมแพ้แล้วกลับมานั่งจ้องประตูนั่นอีกครั้งด้วยความหวั่นกลัว ตอนนี้มีเพียงประตูและม่านที่กั้นพวกมันออกจากชั้น...ไม่สิ...สัญญาณกันขโมยอีกอย่างหนึ่ง

“ชั้นว่า...ไม่ใช่...หรอก” เสียงของคนหนึ่งในสองคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชั้นได้ยินไม่ค่อยถนัด พวกเขาน่าจะไม่ได้พูดกับชั้นเหมือนอย่างสองครั้งแรก พวกเขาน่าจะคุยกันเอง ชั้นดันตัวให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้น แต่ยังคงก้มอยู่กับพื้นเพื่อไม่ให้เขาเห็นเงาของชั้นผ่านผ้าม่าน ชั้นอยากได้ยินสิ่งที่เขาคุยกัน มันอาจจะช่วยให้ชั้นรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาซึ่งอาจจะไม่เลวร้ายนัก...หวังว่า...

“แกว่าที่พวกเราเห็นนั่นเป็นผีงั้นเหรอ ชั้นว่าไม่ใช่หรอก”  ผี...งั้นเหรอ

“ชั้นแน่ใจว่าในบ้านนี้มีผีแอบซ่อนตัวอยู่”

“ผีที่ไหนจะรับโทรศัพท์ได้ แกเคยเห็นผีรับโทรศัพท์เหรอ”

“แล้วแกเคยเห็นผีไม่รับโทรศัพท์เหรอไง...ยังไงก็ตาม ชั้นเชื่อว่ามันเป็นผี ”  พวกเขาคิดว่าชั้นเป็นผี... ชั้นแน่ใจว่าได้ยินเรื่องนั้นไม่ผิด เขาเถียงกันอยู่ แต่ที่ชั้นไม่แน่ใจคือมันจะส่งผลดีต่อชีวิตชั้นหลังจากนี้รึเปล่า

“ชั้นว่าข้างในนั่นมีคนอยู่ เป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่อย่างหวาดกลัว”

“แต่ชั้นว่าไม่ใช่ มันเป็นผีที่ซ่อนตัวอยู่อย่างหวาดหวั่น เพราะมันกลัวถ้าชั้นเจอมัน มังสะอย่างชั้นจะต้องสูบวิญญาณมันจนไม่เหลือหลอ...” พูดจบก็ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างสะใจ ชั้นสะดุ้งอีกครั้งหลังจากระเบิดหัวเราะของเขาเริ่มทำงาน เขาเป็นมังสะ หนึ่งในสองคนนั่นกำลังล่าเผ่าพันธุ์ของชั้น และในตอนนี้เขาได้พบชั้นแล้ว ชั้นไม่อาจมีทางรอดไปได้อีกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการกระทำที่ไร้ความคิดของชั้น ชั้นน่าจะควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้ พวกมันจะไม่มีวันหาชั้นเจอหากชั้นไม่เผลอขัดคำสั่งไปอย่างนั้น

“เลิกพูดจาไร้สาระเสียที...” เสียงของอีกคนดังขึ้น ที่จริงเขาพูดกับเพื่อนมังสะของเขา ไม่ได้พูดกับความคิดของชั้น แต่มันก็ทำให้ความคิดของชั้นหยุดชะงักลงได้เช่นกัน

“งั้นมาพนันกันมั้ยล่ะ พิสูจน์กันไปเลย ถ้าข้างในนั่นเป็นผี ชั้นจะสูบวิญญาณมันแต่เพียงผู้เดียว ส่วนแกต้องยอมเป็นทาสรับใช้ของชั้น”

“เลิกงี่เง่าซะทีเถอะ แต่ชั้นเองก็อยากจะรู้ว่าข้างในนั่นมีใครซ่อนอยู่กันแน่... เราหาทางเปิดเข้าไปดีกว่า” ไม่...หยุดนะ อย่าเข้ามา ไม่มีใครอยู่ในนี้ ชั้นไม่มีตัวตน ชั้นไม่มีตัวตน...

“งั้นแกก็สะเดาะกลอนนั่นเลยซี่...”

“เปิดเข้าไปไม่ได้หรอก มีสัญญาณกันขโมย” จริงด้วย... ชั้นโล่งอกขึ้นเล็กน้อย นอกจากประตูกับม่าน สัญญาณกันขโมยยังเป็นด่านที่สำคัญที่สุดที่กันพวกมังสะใจโหดจากชั้นได้ 

  “เราต้องกลัวมันด้วยเหรอ...” ยังไม่ทันที่ชั้นจะได้ถอนหายใจจากความโล่งอก ความรู้สึกเหมือนหยุดหายใจก็ประดังขึ้นในตัวชั้น “...มันก็แค่เสียงโหยหวนเบาๆ รอให้ชั้นสูบวิญญาณผีนั่นก่อนเถอะ เสียงคร่ำครวญมันจะดังยิ่งกว่าจนกลบเสียงสัญญาณกันขโมยไปเลยล่ะ” สิ้นเสียงของเขา สติสัมปชัญญะของชั้นก็แทบสิ้นตามไปด้วย เสียงที่แม้ชั้นจะไม่เคยได้ยินแต่ก็แน่ใจได้ว่าคือเสียงการสะเดาะกลอนประตูของมังสะที่กำลังจะเข้ามาฆ่าชั้นในอีกไม่กี่อึดใจ แม้ว่าเพื่อนของเขาจะทัดทานอย่างไรก็ตาม เขาก็ดูจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ ร่างของชั้นค่อยๆถอยกรูดลากไปกับพื้น อาการสั่นที่ลามไปทั่วทั้งตัว ริมฝีปากของชั้นแห้งเผือด ความชุ่มชื้นทั้งหมดหลั่งออกมาตามผิวหนังส่วนต่างๆ สมองสั่งการให้ตาของชั้นเบิกโพลง และจ้องไปที่ประตูอย่างไม่ลดละ ไม่อาจพลาดแม้เพียงเสี้ยวพริบตา...พริบตาเดียวที่อาจส่งชั้นจากความเป็นไปสู่ความตาย

“...” เสียงคลิกดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าประตูไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว บานประตูเริ่มค่อยๆเปิดแง้มออกพร้อมๆกับเสียงโหยหวนน่ากลัวของสัญญาณกันขโมย

“โอ๊ยยย....”พวกเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเอามือปิดหูไว้ พวกเขาอาจจะไม่ได้ยินเสียงสัญญาณมานานมากแล้วทำให้หูไม่คุ้นชิน ชั้นเองก็ตกใจกับเสียงนั่นในเริ่มแรก แต่สัญชาตญาณที่ต้องหนีเอาตัวรอดบวกกับการพัฒนาโสตประสาทมาอย่างดีในวันนี้ทำให้สติของชั้นฟื้นฟูเร็วกว่าพวกเขา ชั้นรีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องครัว พยายามตั้งสติและควานหาสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ ชั้นเจอมีด...

 “อย่าเข้ามานะ” ชั้นร้องเสียงหลง ในที่สุดพวกเขาก็เข้าเกือบถึงตัวชั้น ห่างกันไม่ถึงเมตร แต่ชั้นสาบาน... ถ้าพวกเขาก้าวเข้ามาอีก หรือแม้เพียงแค่แหย่ปลายนิ้วเข้ามาก็ตาม... ชั้นสาบานจะแทงเขาจนต้องกรีดร้องโหยหวนไม่แพ้เสียงสัญญาณกันขโมยที่ดังอยู่ตอนนี้แน่ๆ

“โอ้โห เป็นผีโรคจิตซะด้วย อย่างนี้ก็สนุกซี่...” คนที่บอกว่าตนเป็นมังสะกล่าวพลางแสยะยิ้ม

“เลิกบ้าได้แล้วน่า...มีเหงื่อ มีเลือดฝาดอย่างนี้ เธอเป็นคนแน่นอน...ใจเย็นๆนะครับ พวกเราไม่ทำร้ายคุณหรอก” อีกคนที่ดูสุภาพกว่าหันไปพูดกับเพื่อนของเขา ก่อนที่จะหันกลับมาพูดกับชั้น ดูเหมือนเขาจะพยายามทำให้ชั้นวางใจ ชั้นเองก็อยากจะเชื่อคำพูดของเขา แต่ชั้นจะปล่อยให้มือที่กำอาวุธแน่นของชั้นทำตามใจที่ไร้การควบคุมไม่ได้

“ไม่หรอกน่า มันน่ะเป็นผีต่างหาก ดูผิวซีดๆนั่นสิ” คนแรกเถียง

“หยุดน่า เธอเป็นคนที่น่าสงสาร เธอกำลังกลัวเรา” อีกคนพยายามคัดค้าน แล้วพวกเขาก็เริ่มบทสนทนาในการโต้เถียงอีกครั้ง ราวกับลืมว่ายังมีชั้นที่ยังยืนถือมีดอยู่ในท่าทีที่พร้อมจะแทงพวกเขาอย่างอุกอาจได้ทุกเมื่อ

“ถ้ามันเป็นคน มันจะกลัวเราทำไม ที่มันตัวสั่นระริกอย่างนั้นเพราะมันกลัวเราจะสูบวิญญาณมันไปน่ะสิ”

“เลิกพูดเรื่องสูบวิญญาณซะที เธอกลัวจะแย่อยู่แล้ว”

“มันก็ควรจะกลัวสิ ก็มันเป็นผี”

“แกใช้สมองส่วนไหนพิจารณา เธอเป็นคน คนเหมือนพวกเรา และชั้นแน่ใจว่าเธอเป็นชาวมังสวิรัติด้วย”

“มันเป็นผี”

“เป็นคน”ชั้นมองพวกเขาสลับกันไปมาในขณะที่เขายังโต้เถียงกันไม่เลิก นี่ไม่ต่างอะไรกับการเชียร์กีฬา ที่จริงสิ่งเดียวที่ต่างคือชั้นถือมีด แทนที่จะเป็นธงประดับ หรือพู่ปอมปอม จิตที่ไร้การควบคุมเริ่มเพลินไปกับการหันซ้ายทีขวาที แต่โชคดีที่สมองของชั้นยังทำงานอยู่บ้าง มันสั่งให้ชั้นใช้โอกาสนี้ในการหนี

“ผี”

“คน”

ชั้นกลั้นหายใจก่อนที่จะ....วิ่ง!

“เธอไปแล้ว”

“จับมันไว้”

พวกเขาวิ่งตามชั้นมาติดๆ จนเกือบถึงหน้าประตู ชั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก...ออกไป...และออกไปเรื่อยๆ ชั้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พลางหันไปดูสองคนนั้นที่ยังคงวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ ตอนนี้มีทางเดียวคือวิ่งให้เร็วที่สุด ชั้นเองก็ยังไม่รู้ว่าจะวิ่งไปไหน รู้แต่ว่าไม่สามารถหยุดหรือแม้แต่ลดระดับความเร็วของการเคลื่อนไหวได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรอยู่ข้างหน้าชั้นจะไม่หยุดวิ่ง...เด็ดขาด...

“ระวัง!” เสียงตะโกนจากด้านหลังเรียกให้ชั้นเอี้ยวคอกลับไปมอง แต่ยังไม่ทันที่ชั้นจะได้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร ใบหน้าด้านข้างและลำตัวส่วนหน้าของชั้นก็ได้รับรู้ถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรงกับ...วัตถุบางอย่างที่มีผิวหยาบ

“...” ชั้นรู้สึกเจ็บ... ที่จริงแล้ว เจ็บมากจนพูดอะไรไม่ออก ชั้นค่อยๆผลักตัวเองออกจากสิ่งนั้น ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นว่ามันคืออะไร

...มันคือสิ่งที่ทำให้ชั้นลืมความเจ็บทั้งหมดเมื่อซักครู่นี้ ความตื่นตระหนกกลับมาโลดแล่นในระบบประสาทของชั้นอีกครั้ง ชั้นอ้าปากพยายามที่จะพูด แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนจ้องมัน...

“คุณเป็นอะไรรึเปล่า”

“อ้าว เป็นผีทำไมไม่ทะลุต้นไม้ล่ะ”

“ก็บอกแล้วไงว่าเธอไม่ใช่ผีน่ะ...คุณเป็นอะไรรึเปล่า”

ชั้นได้ยินเสียงของพวกเขา และฟังข้อความส่วนใหญ่รู้เรื่อง แสดงว่าชั้นยังพอมีสติอยู่ แต่ชั้นก็ยังนิ่ง ได้แต่จ้องมองลำต้นของต้นไม้ต้นนั้น 

“ถ้าไม่ใช่ผี ก็คงถูกผีสิงไปแล้วล่ะ ดูนั่นสิ”

“...เธอคงเครียดจนเกร็งน่ะ เร็ว มาช่วยกันหน่อย”

ชั้นรับรู้ว่าพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ชั้นเรื่อยๆ แล้วเฉียบพลันชั้นก็เริ่มควบคุมสภาวะผิดปกติของตนเองได้ ชั้นพยายามทำใจดีสู้เสื้อ และหันไปเผชิญหน้า

“ชั้นไม่เป็นไรๆ” ชั้นตอบออกไปในที่สุด พร้อมกับถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อบ่งบอกถึงระยะห่างที่ชั้นต้องการ ซึ่งดูเหมือนหนึ่งในพวกเขาก็ดูจะเข้าใจดี เขาหยุดเดินและดึงเพื่อนเขาเอาไว้ด้วย

“ผมขอถามตรงๆนะ คุณ...เป็นใครครับ”

“ชั้น...ชั้น เป็นใคร...เหรอ”

“อ้าว เอาแล้วไง สมองกระทบกระเทือนเมื่อกี้แน่นอน”

“คุณ...โอเครึเปล่าครับ”เขาชี้ไปที่ศีรษะของเขา ชั้นพยักหน้า

“ชั้นออกมาที่นี่...ที่นี่คือ...นี่คือ ต้นไม้นั่น...” คนที่คิดว่าชั้นเป็นผีกลอกตา และทำปากขมุบขมิบ

“ใช่ครับ นี่คือต้นไม้ต้นนั้น ต้นเดียวในชุมชนของเรา” เขาตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ชั้น

“ที่กำลังจะตายจากไป...” ชั้นพูดต่อ เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบชั้นด้วยรอยยิ้มแบบเดิม

“...คุณเป็นมังสวิรัติสินะครับ คงจะลำบากใจน่าดูที่มันกำลังใกล้จะสูญสลาย...”ชั้นพยักหน้าเบาๆ บางอย่างในตัวเขาทำให้ชั้นเริ่มวางใจในความปลอดภัยของตัวเองจากพวกเขามากขึ้นบ้าง และทำให้เชื่อว่าเขาไม่น่าจะเป็นพวกล่ามังสวิรัติ หรืออย่างน้อยก็อาจจะเป็นพวกลูกผสม

“คุณเป็นลูกผสมเหรอ” ชั้นโพล่งออกไป

“เปล่าครับ เรานับถือลัทธิมังสะ เราทั้งคู่เป็นมังสะ...” ประโยคแรกแห่งการสารภาพของเขาทำให้ชั้นตื่นกลัวขึ้นมา “...แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ เราไม่ทำร้ายคุณหรอก ทีแรกน้องชายเพียงแค่นึกสนุกเล่นป่วนคน แต่ไม่นึกว่าปลายสายที่เขาโทรไปจะเป็นบ้านร้าง...เอ่อ บ้านของคุณที่อยู่ตรงหน้าพอดี แล้วเราก็ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ จนเห็นคุณ...” แม้เขาจะพยายามอ้างถึงความบังเอิญของเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ชั้นก็ไม่อาจจะรู้สึกวางใจได้นัก แม้จะทำมีดจะหล่นหายไปแล้วขณะที่วิ่งออกมา แต่ชั้นยังกำหมัดแน่นพร้อมที่จะป้องกันตัวเท่าที่พอจะทำได้หากเกิดเรื่องร้ายขึ้น

“แต่ว่ามังสะล่าเลือดเนื้อ และวิญญาณ” ชั้นถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น

“อ๋อ...ถ้าคุณบังเอิญได้ยินที่น้องชายของผมพูด ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกครับ เขาพูดด้วยความคะนองเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำจริงๆหรอก”

“ชั้นไม่ได้พูดด้วยความคะนอง ชั้นคิดจะทำจริงๆ...กลัวมั้ยล่ะ”น้องชายของเขาบอก ก่อนจะหันมาทำหน้าเหี้ยมใส่ชั้น ซึ่งถ้าพิจารณาจริงๆมันก็ไม่ได้น่ากลัวซักเท่าไหร่

“แต่นอกจากนี้ ชั้นก็เคยได้ยินมา...”

“เรื่องล่ามังสวิรัติ มันไม่มีอีกแล้วล่ะครับ นับตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว”

“8 ปี...8 ปีก่อนคือการเริ่มล่าไม่ใช่เหรอ”

“เริ่ม แล้วก็จบในปีนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับวิธีการโหดร้ายแบบนั้นหรอกครับ ตอนนั้นผม 8 ขวบ ก็พอจะรู้เรื่องแล้ว และจากที่พวกผู้ใหญ่เล่าผู้นำแห่งวิถีโหดร้ายเหล่านั้นโดนขับไล่ออกจากชุมชนไปตั้งแต่ 3 เดือนแรกที่เริ่มล่าน่ะครับ... โธ่ ลองคิดดูสิครับ ถ้ายังมีการล่าอยู่จริง เราจะยังได้ยืนคุยกันอย่างนี้เหรอ...ลองมองไปรอบตัวคุณสิ ทุกคนก็แค่ใช้ชีวิตตามปกติ” ชั้นมองรอบตัวตามที่เขาบอก มีคนเดินไปมาพลุกพล่าน แต่ไม่มีใครมีท่าทีแม้แต่จะสนใจพวกเราตรงนี้เลย แต่ถึงอย่างไรชั้นก็ยังสงสัย

“แต่พวกคุณก็ยังเป็นมังสะอยู่”

“ถามมากมายจริงวะ”อีกคนเริ่มรำคาญ หรือจริงๆเขาก็ดูจะรำคาญอยู่ตลอดเวลา

“ถ้าไม่อยากฟัง แกอยากไปไหนก่อนก็ไป...”เขาหันไปดุน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกฝ่ายกลอกตาทำหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด แต่ก็ไม่ยักจะขยับตัวไปไหน “...ขอโทษทีครับ ถามว่าอะไรนะ...อ๋อ เออ ใช่ครับ พวกเราเป็นมังสะ แต่สมัยนี้เขาใช้วิธีสูบเลือดและวิญญาณจากการบริจาคน่ะครับ”

“การบริจาค?”

“ใช่ครับ เป็นการช่วยเหลือกันภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นมังสะหรือลูกผสม หากมีส่วนได้ส่วนเสียในการบริโภคอุปโภคเลือดเนื้อและวิญญาณ จะต้องมีการบริจาคส่วนของตัวเองเป็นรายปีน่ะครับ การสูบวิญญาณทำให้พวกเราซ่อมแซมร่างกายได้รวดเร็วอยู่แล้ว การบริจาคเป็นสิ่งที่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วพึงกระทำทุกคน ตอนนี้เราก็เลยไม่ได้รบกวนพวกคุณที่เป็นมังสวิรัติแล้วน่ะครับ”

“รบกวนบ้าบออะไรล่ะ พวกนั้นน่ะเห็นแก่ตัวจะตาย ต้นไม้จะสูญสลายอยู่แล้ว ยังจะเอาแต่กินให้อยู่รอดไปวันๆ ไม่รู้จักปรับตัว บอกตามตรง ต่อให้ไม่มีพวกมังสะล่าเนื้อ พวกนั้นก็ต้องตายในไม่ช้า” น้องชายของเขาขัดขึ้นมาอีก

“เรื่องแบบนี้มันก็ความคิดส่วนบุคคล รสนิยมต่างกันไม่เห็นจะผิดเลย อีกอย่างก็พวกนักวิทยาศาสตร์ชาวมังสวิรัติไม่ใช่เหรอที่ต้นพบแร่ในข่าวนั่นน่ะ”

“แร่?” ชั้นขมวดคิ้วอย่างงงเต็มที

“แร่ธาตุใหม่น่ะครับ ขุดพบในดิน ตามข่าวบอกว่ามันอาจจะสามารถเป็นแหล่งสร้างพลังงานใหม่ให้กับเราทุกคนได้ เห็นว่าถ้าสกัดได้สำเร็จน่าจะให้พลังงานสูงกว่าเลือดเนื้อ และพืชผัก แล้วอาจจะใช้ประโยชน์อื่นๆได้ด้วยน่ะครับ”

“มันก็แค่ข่าว จะทำได้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้” น้องของเขาท้วง

“แต่มันก็ไม่ผิดไม่ใช่เหรอที่จะมีความหวัง”

“ไม่รู้สิ” แล้วเขาก็เงียบไป พร้อมกับเบือนหน้าไปอีกทาง พี่ชายของเขาหันมาถามชั้นต่อ

“...แสดงว่าคุณซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ เพราะว่ากลัวพวกเรา...” ชั้นพยักหน้า

“...แสดงว่าไม่ได้มีแค่คุณใช่มั้ย” คราวนี้ชั้นนิ่ง ไม่กล้าตอบ แต่กลับชะงักและครุ่นคิดว่านี่อาจจะเป็นแผนหลอกล่อให้ชั้นบอกที่ซ่อนของพวกเราทั้งหมดก็เป็นได้

“ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมเข้าใจว่าคุณยังไม่ไว้วางใจนัก แต่อยากให้รู้ไว้ว่าชุมชนนี้ยังเหมือนเดิม แม้วิถึจะเปลี่ยนไป ผู้คนอาจจะแตกต่างกันมากขึ้น แต่มันก็ยังเป็นชุมชนเดิมของพวกคุณ”

“ฝีมือพวกลูกผสมล่ะสิท่า” น้องชายของเขาเริ่มกลับมาแทรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้เป็นพี่ไม่ได้ทำหน้าตำหนิเหมือนครั้งก่อนๆ เขากลับพูดต่อ

“...เขาหมายถึงพวกลูกผสมที่เป็นพ่อค้าน่ะครับ พวกนี้เป็นนักต้มตุ๋น แล้วก็ชอบโก่งราคาสินค้า ก็เลยสร้างเรื่องราวหลอกลวงขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองขายของได้น่ะ แต่ก็ถูกจับขับไล่ออกไปที่อื่นหลายคนแล้วเหมือนกัน”

“เอ่อ...ขอโทษนะคะ ที่ว่าไปที่อื่น คือไปไหน มีที่อื่นที่อยู่ได้นอกจากชุมชนนี้ด้วยเหรอคะ” ในที่สุดชั้นก็โพล่งออกมา แต่เป็นคำพูดที่สุภาพกว่าครั้งอื่นๆ ด้วยสติที่กลับมาครบถ้วนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสงสัยยังมีอยู่อย่างมหาศาล

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ผมเพิ่งอายุ 16 ยังไม่รู้จักชุมชนนี้เพียงพอ ผมไม่อาจทราบได้หรอกครับว่านอกเหนือจากที่นี้มีที่อื่นรึเปล่า... แต่ผมก็หวังว่าซักวันผมจะได้รู้ ก็เหมือนคุณไงครับ ตอนนี้คุณก็ได้รู้แล้วว่ามีที่อื่นที่อยู่ได้นอกจากบ้านคุณ” ชั้นพยักหน้าน้อยๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาจึงพูดต่อ

“คุณอยากจะลองเดินเที่ยวในชุมชนดูซักนิดมั้ยล่ะครับ พวกผมจะพาไป ลองดูว่าสิ่งที่ไม่ได้เห็นมานานข้างนอกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน เผื่อถ้ายังมีใครที่ยังไม่รู้ความจริง คุณจะได้กลับไปบอกเค้าได้ยังไงล่ะครับ” ชั้นลังเลที่จะตอบออกไป แม้ว่าชั้นจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดและสิ่งที่ชั้นเห็น แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ต้องระมัดระวังตนเองเพื่อความอยู่รอดยังรั้งชั้นไว้ ถ้าหากสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องหลอกลวง ถ้าเขาเพียงแค่หลอกให้ชั้นตายใจ แล้วจับชั้นไปสูบเลือดเนื้อและวิญญาณ หรือยิ่งไปกว่านั้นหลอกให้ชั้นพาเขาไปพบกับพ่อแม่ และมังสวิรัติที่ยังอยู่รอด แล้วก็ทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกเราทั้งหมด...

...แต่ชั้นจะกลัวไปอีกทำไม ในเมื่อเท้าของชั้นก็เหยียบอยู่บนพื้นดินของชุมชนแห่งนี้ ไม่ใช่บนพื้นบ้านของชั้นอีกแล้ว...เท้าเปลือยเปล่าบนพื้นหยาบขรุขระ เริ่มมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ รอยแยกเล็กๆสีแดงที่ชั้นไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏอยู่ทั่วทั้งแขนและขา รอยที่เกิดจากต้นไม้ต้นนั้น ต้นไม้ที่ยังคงสูงใหญ่ งดงาม  แม้ว่าจะดูโรยราลงไปบ้างจากเมื่อ 8 ปีก่อน ทว่าชั้นไม่อาจรู้ได้...อีกไม่นานนั้นจะนานแค่ไหน อาจจะเป็นอีก 10 ปี หรือว่าพรุ่งนี้ หรือแม้แต่ในวินาทีถัดไป ที่ความงดงามที่เห็นจะมลายไปตามคำทำนายเหล่านั้น  

“จะไปมั้ยเนี่ย ไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ” น้องชายของเขาหันมาถาม หน้าตาบึ้งตึงไม่เปลี่ยน

ชั้นจ้องมองลำต้นของต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชั้นก็ตัดสินใจ

“ไปสิ...”

  

edit @ 2 Jan 2012 12:30:12 by mcgrangersam

ลิงค์ตอนเก่าๆ

posted on 03 May 2011 00:25 by mcgrangersam
http://mcgrangersam.exteen.com/20090526/a-girl-in-love
http://mcgrangersam.exteen.com/20090527/a-girl-in-love-p2
http://mcgrangersam.exteen.com/20090528/a-girl-in-love-p3
http://mcgrangersam.exteen.com/20090529/a-girl-in-love-p4
http://mcgrangersam.exteen.com/20090601/a-girl-in-love-p5

(ความเดิมตอนที่แล้ว เนื่องจากหยุดเขียนไปนานมาก...โรซี่ไปหาข้อมูลสำหรับงานเขียนของตนที่ห้องสมุดและได้พบกับผู้ชายที่เคยอยู่ในความฝัน แล้วยังชื่อแจ็คกี้เหมือนกันซะด้วย แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็มองผ่าน T_T....โรซี่จึงกลับมาตั้งใจโฟกัสกะการเขียนอีกครั้ง...เหรอวะ?...เออเอาเหอะ) 

 ........

ชั้นรู้สึกอยากตายเป็นอย่างมาก....

 

ตีหนึ่งสามสิบเอ็ดนาที...

 

ยังไม่ได้ล้มตัวลงนอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว...

 

จริงๆจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก เพราะถ้านับช่วงเวลาที่หลับใน สัปหงก และปล่อยหัวให้วางราบไปกับโต๊ะเพื่อพักผ่อนสมองและผ่อนคลายสายตาแล้ว....ชั้นคงนอนมาประมาณ 4-5 ชั่วโมงได้แล้ว

 

หลังจากกลับมาจากการออกไปหาข้อมูล(ที่ไม่ได้อะไรทั้งข้อมูลของหอยเม่น และข้อมูลของชายในฝัน...จริงๆหอยเม่นน่ะได้บ้าง แต่อารมณ์ไม่ดีที่ถูกหนุ่มเมิน เลยเหมารวม...) ตอน 4 โมงเย็น ชั้นก็ตั้งใจว่าจะหาอะไรกินซักนิด อาบน้ำให้สบายใจแล้วค่อยเริ่มทำงานต่อ(ต่อจากชื่อเรื่อง ที่พิมและเลือกสรรฟ้อนท์เป็นอย่างดีแล้วเซฟใส่คิงสตันสี่กิกไว้ตอนอยู่ที่ห้องสมุด) ตอนทุ่มหนึ่ง  แต่แล้วอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ก็มาขัดขวางความตั้งใจอันสูงส่งของชั้น เมื่อช่องเคเบิลเอา  Clueless มาฉาย ชั้นชอบอลิเซีย ซิลเวอร์สโตน มาก เธอเป็นคนสวยในอุดมคติของชั้น ยิ่งเล่นเรื่องนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังวัยรุ่นที่เก๋ไก๋เรื่องหนึ่งในยุคนั้นชั้นยิ่งชอบมากเข้าไปอีก ได้ยินมาว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากหนังสือเล่มหนึ่งของยอดนักเขียนขวัญใจสาวๆอย่าง Jane Austen รู้สึกว่าเรื่องนั้นจะชื่อ Emma ที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังแล้วที่ กวินเน็ท พัลโทรเล่นนั่นแหละ ชั้นไม่เคยอ่านหนังสือคลาสสิคๆแบบนี้หรอก แต่จากการค้นหาข้อมูลใน Wikipedia ทำให้ชั้นได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องของหญิงสาวที่ดูสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง ที่เจ้ากี้เจ้าการอยากจะทำดี ช่วยเหลือ เป็นแม่สื่อให้คนอื่น เช่นเดียวกับ แชร์ โฮโรวิทซ์ใน Clueless ชั้นดูเรื่องนี้มาเป็นรอบที่ 9 แล้ว แต่ก็ยังอดใจไม่ได้อยู่ดี ชั้นมักจะจินตนาการภาพตัวเอง(แบบที่สวยกว่าปกติ 1.5 เท่า) ในชุดสีขาวสั้นจู๋ตอนไปงานเลี้ยงของนางเอก และภาพตอนเกือบจะจบที่ชั้น...เอ้ย..แชร์กำลังจูบกับจอซพี่ชายที่น่ารักอยู่บนบันได น่ารักมากๆ ทำไมชั้นไม่มีพี่ชายต่างสายเลือดที่น่ารักอย่างนั้นบ้างนะ แบบว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิด ชั้นจะได้ไม่ต้องลำบากเป็นโสดเยี่ยงนี้ เออ จริงๆก็เหมือนจะมีอยู่คนนึง ไนเจลไง จริงๆเค้าก็เป็นญาติของชั้นนะ แต่น่าเสียดายที่เค้าเป็นแค่ญาติห่างๆ...ห่างพอที่แต่งงานกันไปแล้วลูกออกมาจะไม่ปัญญาอ่อน แม่ชั้นก็เลยดันได้เต็มที่โดยชั้นไม่สามารถเอาเหตุผลในแง่พันธุศาสตร์มาค้านได้เลย...แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...ประเด็นคือ ทำไมชั้นไม่โชคดีเหมือนนางเอกในหนังบ้างนะ พวกเธอเหล่านั้นเจอพระเอกเป็นครั้งแรกในตอนต้นของเรื่อง และทำให้เค้าหลงรักได้ภายใน 2 ชั่วโมง หรือไม่ก็  2 นาทีแรกที่หนังเริ่มฉาย ชีวิตรักของชั้นคงเหมือนละครน้ำเน่าในทีวี หรือไม่ก็ซีรีส์ฉายสัปดาห์ละครั้ง ที่กว่าพระเอกกับนางเอกจะรักกันได้ ต้องยืดเรื่องให้ยาวววว........น้ำท่วมทุ่ง...

 

....เอ๊ะ แล้วนี่ชั้นมัวทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย!!

 

ตีหนึ่งห้าสิบห้านาที... คิดถึงหนังแค่เรื่องเดียวนี่มันใช้เวลานานขนาดนี้เลยเหรอ?

 

ชั้นต้องทำต่อแล้ว ต้องส่งต้นฉบับภายในเก้าโมงเช้า จริงๆแปดชั่วโมงถือว่าเหลือหลายมากสำหรับการเขียนบทความสั้นๆสำหรับเด็กแค่บทเดียว... แต่สำหรับไอเดียที่สุดจะ Blank  ชั้นจะทำยังไงดี!!...

 

มีคนเคยบอกว่า เวลาคิดอะไรไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ งานเขียน หรือการทำงานเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ ถ้าเกิดอาการตันทางความคิด จงอย่าเอาแต่นั่งเฉย ฝืนคิดอยู่อย่างนั้น ให้ไปหาอะไรทำ ไปเดินเล่น ไปเห็นสิ่งใหม่ๆเพื่อให้สมองปลอดโปร่งผ่อนคลายจะได้คิดอะไรดีๆออก...เอ๊...ใครบอกชั้นเรื่องนี้นะ จำไม่ได้แฮะ ใครหว่า...

 

เจ้าทีบี...ไม่ได้หมายถึงเจ้าทีบีเป็นคนบอกนะ ยังไม่บ้าถึงขั้นที่จะฟังหมาพูดรู้เรื่อง...แต่ที่พูดชื่อขี้นมาเนี่ยเพราะได้ยินเสียงมันเห่าหอน ปกติทีบีเป็นหมาที่ไม่ค่อยหอน เพราะสุขภาพเสียงมันไม่ค่อยดี คุณหมอคาร์ สัตวแพทย์เจ้าประจำบอกไว้ว่า ให้เห่าได้ แต่อย่าหอนบ่อย เพราะการลากเสียงยาวมากๆจะทำให้เจ็บคอ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมามันก็เชื่อฟังคำสั่งของชั้น(ที่รับต่อมาจากคุณหมอคาร์)เป็นอย่างดี แต่ทำไมวันนี้มันถึงได้ฝืนขัดคำสั่งมาหอนเอาหอนเอาอย่างนี้

“เจ้าทีบี เป็นอะไรนะ” ชั้นเดินไปที่ฟูกของมันเพื่อตรวจดูอาการ เจ้าหมาน้อยหันมามองชั้นอย่างไร้อารมณ์เพีบ

เสี้ยววินาที แล้วก็หันกลับไปทางถังขยะอย่างเดิม...นี่ แกตั้งใจจะสื่อเป็นนัยๆว่าถังขยะมันยังน่ามองกว่าชั้นงั้นสิ เจ้าหมาตัวร้าย!!..แต่ดูๆไป ชั้นว่ามันแปลกๆอยู่นะ ดูตามันละห้อยชอบกล ไม่มีชีวิตชีวาปีกกล้าขาแข็งเหมือนเมื่อวันก่อน ดวงตาอันแสนเศร้าของมันจับจ้องไปที่ถังขยะ...

 

“ถังขยะมันมีอะไรหรือไง” ชั้นเปิดถังขยะดูก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้เมื่อเห็นชื่อหนึ่งที่พิมพ์หราอยู่ที่ตัวถัง “พริตซิลล่า?!..”ชั้นลำดับเหตุการณ์ในสมองอย่างคร่าวๆ แล้วก็ได้พบว่า...ภายในห้องนี้มีดวงใจที่เจ็บปวดรวดร้าวถึงสองดวง (พูดแบบแครี่ แบรดชอว์ในเรื่อง  Sex and the City movie ฉากตอนที่หลุยส์ จากเซนต์หลุยส์สารภาพว่าอกหักอยู่เหมือนกันเพราะโดนแฟนบอกเลิกทั้งๆที่ปากยังบอกว่ารักเธออยู่ บลา บลา บลา...)

 

“โธ่ ทีบีของแม่ โอ๋ๆ ไม่ต้องไปเสียใจนะลูก (หมา)ผู้หญิงไม่ได้มีแค่ตัวเดียวในโลก (หมา)ผู้หญิงดีๆสวยๆยังมีเยอะแยะ ” ชั้นอุ้มเจ้าตัวน้อยมากอดอย่างทะนุถนอม ได้แต่หวังว่าความห่วงใย และความอบอุ่นจากรังสีความเป็นแม่ของชั้นจะสามารถส่งผ่านไปถึงตัวมันได้ เจ้าทีบีมองหน้าชั้นตาละห้อย สายตาอันเศร้าสร้อยนั้นสื่อความได้ว่า

 

“พริตซิลล่าเป็น(หมา)ผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักนะฮะแม่ ผมฝันถึงเธอก่อนที่ผมจะได้เจอเธอจริงๆ ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น แต่แล้วเธอ..ก็จากผมไปอย่างไม่ไยดี”

 

“ไม่เป็นไรนะจ๊ะ ลูก แม่อยู่นี่แล้ว จริงๆวันนี้แม่ก็อกหักนิดๆจากชายในฝันมาเหมือนกัน แต่ไม่ต้องห่วง แม่พร้อมจะอยู่ตรงนี้เพื่อลูกเสมอจะ...”

 

ชั้นนั่งปลอบเจ้าลูก(หมา)ตัวน้อยจนมันผล็อยหลับไป ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าทีบีจะจริงจังกับเรื่องรักๆใคร่ๆขนาดนี้ ขนาดชั้นที่เป็นคนแท้ๆ เป็นผู้หญิงด้วย ยังไม่ผิดหวังหรือเสียดายเท่าไหร่เลยที่แจ็คกี้เนื้อคู่(ในฝัน)ไม่มีท่าทีที่จะแอบปิ๊งชั้นเลยซักนิด

ชั้นเดินออกมาสูดอากาศในยามค่ำคืนที่หน้าบ้านตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก แล้วก็เอาถังขยะสลักชื่อพริตซิลล่าออกมาทิ้งข้างนอกด้วย พริตซิลล่าเป็นหมาน้อยสีน้ำตาล น่ารัก สวยใสสไตล์สาวข้างบ้านซึ่งก็อาศัยอยู่ข้างบ้านชั้นจริงๆ  เจ้าทีบีตกหลุมรักพริตซิลล่าตั้งแต่วันแรกที่มันย้ายมาอยู่พร้อมกับเจ้าของหรือก็คือเมื่อราว  2 เดือนก่อน เจ้าของบ้านนั้นเป็นคุณป้าท่าทางใจดี ทำอาหารเก่งมากๆและชอบทดลองสูตรใหม่ๆมาให้ชั้นได้ชิมเสมอ เธอชื่อว่าแอนน์ แต่ชั้นจำนามสกุลเธอไม่ได้เพราะเธอบอกให้เรียกแต่ชื่อตัวจะได้ไม่รู้สึกเหินห่าง พอเริ่มสนิทกัน พริตซิลล่ากับเจ้าทีบีก็ได้ไปมาหาสู่กันเรื่อยๆจนกระทั่งเมื่อวานชั้นก็เห็นบ้านนั้นติดป้ายให้เช่า คุณป้าแอนน์กับพริตซิลล่าย้ายออกไปแล้ว ไปไหนก็ไม่รู้ เพราะช่วงนี้ชั้นมัวแต่ยุ่งๆ อาจจะเป็นช่วงที่ออกไปข้างนอกเลยไม่ทันได้อยู่ถามหรือบอกลา สงสารเจ้าทีบี มันคงเพิ่งจะรู้เรื่องเลยได้แต่นั่งมองถังขยะใบโปรดที่มีชื่อสุดที่รักของมันสลักไว้อย่างหมดอาลัยตายอยาก...พูดแบบนี้แล้วเหมือนกับเจ้าทีบีเป็นหมาอัจฉริยะอ่านชื่อพริตซิลล่าออกแล้วก็เลยนั่งเศร้า ที่จริงแล้วมันก็แค่จำได้เท่านั้นเองว่าถังขยะใบนี้เป็นของชำร่วยที่เจ้าของบ้านนั้นเอามาให้ชั้นในวันแรกที่เค้าย้ายมา...

 

....เอ๊ะ แล้วนี่ชั้นมัวทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย!!

 

กี่โมงกี่ยามกันแล้ว...... แค่นั่งปลอบใจ คิดถึงอดีต คิดถึงความรักของหมานี่มันใช้เวลานานขนาดไหนกันเชียวนะ?...ไม่มีนาฬิกา รีบเข้าบ้านไปดูเวลาก่อน...

 

ตีสี่ครึ่ง!!....ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.....

 

 

 (ต่อตอนหน้า)

(ไร้สาระมากๆ แต่งมาเก้าตอนแล้ว ยังไม่ถึงไหนเลย)

edit @ 9 Mar 2010 14:19:14 by mcgrangersam

A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p8

posted on 06 Jul 2009 23:45 by mcgrangersam

(ต่อจากตอนที่แล้ว ตอนที่7 อะ...)

 

 

หลังจากเหตุการณ์ที่หน้าประตูห้องสมุดนั้นที่ทำให้เรา...ชั้นกับแจ็คกี้...ได้เจอกัน เราทั้งสองก็ได้พูดคุย และแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันเล็กน้อยเมื่อพบว่าเราคุยกันถูกคอ วันต่อมาแจ็คกี้นัดชั้นไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารอิตาเลียนสุดหรูในย่านไฮโซที่หันมองไปก็เจอแต่คนดังๆเดินร่อนไปทั่ว หลังจากเดทครั้งนั้นของเรา ทำให้ชั้นและเค้ายิ่งประทับใจในตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น ทำให้มีเดทหนที่สอง สาม สี่ ห้า....จนกระทั่งนับไม่ถ้วน..ตามมาอีก และยิ่งเราสองได้พบสบตา พูดคุย หยอกล้อ ต่อกระซิก ฯลฯ มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหลงรักในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งวันนั้นมาถึง แจ็คกี้ทำหน้าอ้ำๆอึ้งๆ และมีท่าทีแปลกประหลาดไปกว่าทุกที เขาดูลำบากใจ หรือกังวลอะไรบางอย่าง ไม่ได้มีแววตาสดใส มั่นใจเหมือนทุกที

เป็นอะไรรึเปล่าคะ แจ็คชั้นถามด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและความรักถวิลหา...สมเป็นคนรักที่ดีของเขา

ผม...มีเรื่องจะพูดกับคุณ...สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลย หรือว่า...เขาจะขอเลิก!!...ไม่นะ ชั้นทำอะไรผิด...เรารักกันมากไม่ใช่เหรอ?!...

ผมอยาก….ให้คุณดูนี่เขายื่นซองขาวให้ชั้นใบหนึ่ง...นี่คิดจะไล่ชั้นออกจากการเป็นแฟนเลยเหรอ?!...

อะไรคะ

ลองเปิดดูก่อนสิครับชั้นทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย แม้จะไม่อยากรู้เลยก็ตามว่าภายในซองคือ...อะไร...อะไร...แหวน!!..

แหวน!!...”ชั้นอุทานออกมาอย่างงงๆ

ถ้ามันจะเป็นคำอุทานใหม่ของคุณในตอนนี้ ผมก็ยินดีนะครับ...เขาพยายามเล่นมุขให้ดูสอดคล้องกับวันแรกที่เราเจอกัน ช่างน่ารักจริงๆ... “…โรสครับ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับชั้นก็เหมือน..ว่าที่ว่าที่เจ้าสาว(ไม่ได้พูดผิดนะ หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ)ทั่วไป ดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ชั้นได้แต่พยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา...น้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขล้นมากมาย เท่าที่ชีวิตผู้หญิงโสดคนหนึ่งจะมีได้...

.............

......

ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ.......

ชั้นนั่งอยู่ในห้องสมุด ท่ามกลางหนังสืออ้างอิงบ้าบอเกี่ยวกับหอยเม่น หรือเม่นทะเลอะไรนั่น งานเขียนบทความสารคดีสำหรับเด็กที่ชั้นตั้งใจให้มันคืบหน้าที่สุดในวันนี้....ยังไม่เกิด

อาจจะงง...ว่าที่แท้เรื่องราวมันอะไรยังไงกันแน่

คือ...ใช่ แน่นอน ชั้นโกหก...แต่โกหกตั้งแต่ตรงไหนล่ะ

1.ตั้งแต่ที่เค้า(แจ็คกี้)ขอชั้นแต่งงาน

2.ตั้งแต่เจอเค้าที่หน้าเหมือนคนในความฝันที่หน้าห้องสมุด

3.หรือว่าตั้งแต่ฝันเลย....

............

ชั้นล้อเล่นน่า มาตั้งถึงขนาดนี้ ชั้นอาจจะเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ชั้นก็เป็นคนซื่อตรงนะ ชั้นก็แค่ลองคิดเล่นๆดูเฉยๆว่าถ้าเขาขอเบอร์ชั้น ถ้าเราแลกเบอร์กันเหมือนในห้วงจินตนาการของชั้น เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป....

....แต่น่าเสียดายที่เค้าไม่ได้ขอเบอร์ชั้น...

ต่อไปนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

หลังจากที่แจ็คกี้ช่วยดึงชั้นขึ้นมาจากท่านอนอันสวยงามและห้วงแห่งการอึ้ง ตะลึงในชะตาลิขิต เขาก็ช่วยชั้นถือของเข้าไปนั่งในห้องสมุดเป็นการไถ่โทษ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันยกเว้นที่เขาได้รับรู้ว่าชั้นมาหาข้อมูลไปเขียนบทความเกี่ยวกับหอยเม่น และแนะนำตู้หนังสือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลให้ชั้นลองไปคุ้ย...หรือ ค้นหาดู....

....หลังจากนั้นเขาก็ออกไป โดยไม่มีท่าทีจะเสียดายเลยแม้แต่น้อยที่อาจจะไม่มีโอกาสหรือไม่มีวันได้โทรหา หรือได้เจอชั้นอีกต่อไป หรือถ้าเขามี(ท่าที) เขาก็คงจะเป็นคนเก็บความรู้สึก เก็บสีหน้าเก่งเอามากๆ

อย่างไรก็ตาม ชั้นควรจะทำงานต่อให้เสร็จ หรืออย่างน้อยก็เสร็จๆไป เพราะกำหนดส่งเส้นตายก็คือวันพรุ่งนี้ เอาล่ะ...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า...นี่ชั้นยังไม่ได้บอกใช่มั้ยว่าชื่อบทความที่อุตส่าห์ให้สาวๆนั่งตัดสินกันตั้งนานนั่นคือชื่อไหนระหว่าง....  

เม่นทะเล หนามมฤตยู

เม่นทะเล หนามจี้ดโดนใจ

.....

และรางวัลชื่อยอดเยี่ยมที่เหมาะสมจะวางแปะอยู่บนหัวกระดาษของ(ว่าที่)บทความสั้นสำหรับเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีนี้ก็ตกเป็นของ...(ประกาศแบบรางวัลออสการ์กันหน่อยเป็นไง )

หนามน้อยอร่อยเด็ด

....ใช่ คงแปลกใจละสิที่ผลออกมาพลิกโผเหนือความคาดหมายขนาดนี้ เรื่องของเรื่องก็คือหลังจากที่ชั้นเสนอสองชื่อที่ว่าให้สองสาวโหวตกันแล้ว ปรากฏว่าผลโหวตออกมาเท่ากัน (ลองเดาดูสิว่าคนไหนเลือกชื่ออะไร...) ตัวชั้นที่เป็นเสียงตัดสินก็เลือกไม่ถูก เจ้าทีบีเองก็เลือกไม่ถูกเช่นเดียวกัน มันเอาแต่ส่ายหน้าไปมา ราวกับจะบอกว่า “…โอ อย่าให้ผมต้องเลือกเลยนะ มันสุดยอดทั้งคู่ ผมเลือกไม่ได้หรอกฮะ...หรือว่ามันอยากจะบอกอย่างอื่นชั้นก็ไม่รู้นะ แต่จากประสบการณ์และความสนิทชิดเชื้อกับมันมา 1 ปีเต็ม ชั้นคิดว่าคงอ่านภาษากยของมันไม่ผิดหรอก....กลับเข้าเรื่องชื่อต่อ...ก็เพราะแบบนี้เองทำให้เราตัดสินกันไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเล่าเรื่องหนังสือสูตรอาหารที่ทำจากหอยเม่นและอีตาเกย์จอมหวงก้างที่ร้านหนังสือให้สองสาวนั่นฟัง พวกเธอก็ทำท่าสนใจเอามากๆ เรดถึงกับชักชวนให้เราไปหาซื้อมาทำทานกันซักที ชั้นก็เลยพูดเล่นๆไปว่าชั้นน่าจะเขียนเรื่องชีวิตหลังความตายของหอยเม่น(ตอนถูกทำเป็นอาหาร)มากกว่าที่จะเขียนถึงวิถีการดำรงชีวิตจริงๆของมัน...แล้วทั้งสองก็เออออห่อหมกขนมครกพริกไทยดำเห็นด้วยทันที ไวท์ยังเสริมอีกว่า ถ้าเป็นบทความที่เด็กๆอ่านยิ่งเหมาะ เพราะเด็กๆคงชอบของกินมากกว่าเรียนรู้เรื่องสัตว์โลกอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้ผิดคอนเซปต์นัก ชั้นกะว่าคงจะใส่เรื่องวิถีชีวิตของมันลงไปซักนิดๆพอเป็นกับแกล้มกรึ่มๆ(ศัพท์ที่ใช้อาจดูเมา แต่ชั้นไม่ดื่มเหล้านะคะ...) ด้วยเหตุเหล่านี้ทั้งหมดทั้งปวงจึงนำมาสู่การคิดชื่อที่น่ารักเหมาะกับเป็นบทความของเด็กและบ่งบอกถึงคุณลักษณะทั้งในแง่รูปลักษณ์ภายนอกและรสสัมผัสภายในของหอยเม่นได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อ

หนามน้อยอร่อยเด็ด

...อาจฟังดูเหมือนคอลัมน์ชวนชิมอาหาร แต่ในโลกสมัยใหม่ เราต้องเป็นมากกว่าผู้นำกระแส เราต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง เช่นนี้...เป็นการก่อตั้งวัฒนธรรมการตั้งชื่อบทความให้ดูมีความกำกวมในการแบ่งแยกประเภทของคอลัมน์ ทำให้เป็นลักษณะของการบูรณาการให้ได้รับความรู้หลายๆด้านจากบทความสั้นๆเพียงบทความเดียว เหมาะกับชีวิตอันเร่งรีบบนถนนเมืองกรุง....อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือที่มาของชื่อบทความที่แสนจะเยี่ยมยอดจากหัวคิดของชั้นและสองสาวเพื่อนสนิทผู้มีความสามารถทางด้านจิตวิทยาสูง ที่นี้เราก็มาเริ่มขึ้นต้นเขียนกันเสียที....

 

 

 

(ต่อตอนหน้านะคะ....)

 

 

 

A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p7

posted on 22 Jun 2009 01:14 by mcgrangersam

(ต่อจากตอนที่แล้วจ้า..)

 

      ในที่สุดชั้นก็กลับมาสวย(ในระดับหนึ่ง)อีกครั้งหลังจากลบนังอายไลเนอร์ไม่รักดีที่เลอะไปทั่วบริเวณใต้ขอบตาล่าง(อันเป็นที่ที่มันเคยอยู่และควรจะอยู่ไปตลอดวัน...ประโยคนี้ขยายเฉพาะคำว่า...ขอบตาล่าง)ออกไป(บ้าง) แล้วเขียนทับใหม่อีกรอบ คือจริงๆจะโทษอายไลเนอร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษป้าขายเกาลัดร้านที่ 47 ที่ไชน่าทาวน์นั่นด้วยที่ทำให้ฝุ่นควันพวยพุ่งเข้านัยน์ตาชั้นขณะที่กำลังดิ้นรนพยายามหาทางออกไปจากการชุมนุมคนรักกังฟูที่ชั้นเข้าใจผิดว่าเป็นกองถ่ายหนังอะไรบางอย่าง รู้ตัวอีกทีก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว แถมยังถูกบังคับให้เซ็นชื่อสมัครสมาชิกเข้ากังฟูคลับฟรี 1 เดือนอีกต่างหาก...แต่ประเด็นก็คือควันที่พุ่งเข้าตาชั้น ทำให้ชั้นรู้สึกคันคะเยอขึ้นมาทันใด ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ ชั้นจึงรีบยกมือขึ้นปาดที่ตาด้วยความเคยชิน และฉับพลันทันใดนั้นอายไลเนอร์ก็อพยพย้ายถิ่นฐานลงมาตั้งรกรากอยู่ที่ใต้ขอบตาแทน....ซึ่งจะว่าไปแล้ว ชั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะว่ามันเละตั้งแต่ตอนนั้นรึเปล่า แต่มันเป็นเหตุการณ์เดียวที่ชั้นจำได้ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าใช่ไปก็แล้วกัน จริงๆปกติชั้นไม่ค่อยได้แต่งหน้า หรือจริงๆเรียกว่าไม่แต่งเลยจะดีกว่า ชั้นจะแต่งเฉพาะวันที่ชั้นมีอารมณ์อยากจะสวยเท่านั้น(เช่นวันนี้) ชั้นก็เลยมักจะเผลอขยี้ตา นวดตา หรือทำอะไรที่เคยชินอยู่บ่อยๆ...ชั้นทำธุระกับหน้าให้ดู เสร็จพอสมควรแล้ว ต่อไปก็ผม จริงๆฟูๆอย่างนี้ก็เซอร์ดีนะ เซ็กซี่ดี(ในความหมายหนึ่ง) เอาละ...เสียเวลาในห้องน้ำมากพอแล้ว ทีนี้ชั้นจะได้เดินเฉิดฉายอวดโฉมผ่านไปยังคณะวิทยาศาสตร์ได้ยังรอดปลอดภัยไร้กังวลเสียที....

 

    ชั้นเปิดประตูออกจากห้องน้ำอย่างมั่นใจ แต่ก็ยังรอบคอบตรวจดูว่าศาสตราจารย์ที่รักของชั้นยืนอยู่แถวนั้นอีกรึเปล่า ซึ่งก็เป็นโชคดีของชั้นที่เขาไม่อยู่แล้ว...ชั้นเดินออกมาจากพื้นที่อันตรายนั้นอย่างปลอดภัยไร้กังวลตามที่ตั้งใจไว้ และเตรียมเชิดหน้าชูตาเดินต่อไปอย่างสง่าผ่าเผย ชั้นรู้ตัวว่าเป็นคนเดินไม่สวย แต่ชั้นก็รู้จักปรับปรุง ชั้นไม่ได้นั่งดู ANTM (America next top model)เปล่าๆ แต่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการลุกขึ้นมาหัดเดินเหมือนนางแบบพร้อมๆกับเหล่าสาวน้อยล่าฝันพวกนั้น บางครั้งชั้นยังคิดเลยว่าถ้าไม่ได้ตัวเตี้ยอย่างนี้ ชั้นน่าจะไปลองประกวด ANTM ดูซักตั้ง ชั้นคาดว่าไทร่าคงชอบความสวยแบบผสมผสานที่ไม่มากเกินไปพอปะแล่มๆแต่มีจุดเด่นในตัวเองอย่างชั้น...ฟังดูเหมือนจะหลงตัวเอง ชั้นพูดเล่นหรอกน่า ชั้นรู้ตัวว่าเป็นคนสวยแบบเรียบๆไม่มีจุดเด่นอะไร แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ใครๆก็บอกคือชั้นมีก้นที่สวยได้รูป อาจจะจริงก็ได้นะ...มิน่าหลายคนที่ชอบมองต่ำๆมากกว่ามองหน้าชั้น ที่แท้เค้าก็มองก้นนี่เอง....

 

      ชั้นมีความรู้สึกว่าใช้เวลากับความคิดตัวเองมากเกินไปอีกแล้ว ชั้นรู้สึกไม่ค่อยมีสติเวลาเดิน เหมือนรุ้สึกตัวอีกทีก็ข้ามจากจุดนั้นมาจุดนี้แล้ว เหมือน Nightclawler ใน X-men ไง ที่ ว๊าบได้....หรือจริงๆแล้วชั้นจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์...อืม น่าสนใจ....เอาไว้ไปหาอ่านเพิ่มเติมในห้องสมุด ตอนนี้เราลองมาเช็คเรตติ้งกันหน่อยดีกว่าว่าอายไลเนอร์ที่ทากลบเข้าไปแล้วอย่างเนียนสวยจะช่วยอะไรได้มั้ย....และแล้วชั้นก็ได้ค้นพบว่าตั้งแต่เดินมานี่อย่าว่าแต่คนมองเลย แค่คนเฉยๆยังไม่มีเลย มีแต่หมา 2 ตัวซึ่งมันก็ไม่ได้สนใจอะไรชั้น ไม่ใช่หมาเมินนะ แต่ชั้นเป็นคน มันเป็นหมา มันคงรู้ฐานะของมันดีว่าเราไม่คู่ควรกัน ไม่ใช่ว่าชั้นเหยียดชาติพันธุ์หรอกนะ ก็อย่างที่ว่าชั้นยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเป็นมนษย์กลายพันธุ์หรือเปล่า เพราะฉะนั้นชั้นไม่เหยียดแน่ๆ แต่ชั้นคิดว่าคนอื่นเค้าไม่คิดอย่างชั้นน่ะสิ ถ้าเราแต่งงานแล้วมีลูกด้วยกัน ลูกเราก็จะกลายพันธุ์อย่างแน่แท้ และเขาก็จะเป็นที่น่ารังเกียจในสังคม ไม่มีวันได้เป็นคนเด่นดัง หรือคนปกติที่มีความสุข หรือแม้แต่เด็กเรียนที่ถูกแกล้งในไฮสคูล!!.....หลายคนที่มาได้ยินชั้นคิดแบบนี้คงหาว่าชั้นวิปริต หรือโรคจิตเข้าขั้นที่คิดถึงเรื่องมีลูกกับหมา แต่ชั้นขอยืนยันว่าสติสัมปชัญญะชั้นยังดีอยู่ ไม่ได้วิปริตจิตเภทอะไรทั้งสิ้น แค่ห่วงถึงอนาคตของสังคมจนถึงขนาดยอมเอาตัวเองไปเป็นตัวอย่างสมมติในกรณีศึกษา...และชั้นก็ว๊าบมาอีกครั้งหนึ่ง ถึงหน้าคณะวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เอาเป็นว่าถึงแล้วก็พอ ชั้นรีบเดินตรงไปที่ห้องสมุดอย่างรีบเร่งกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดออกนอกเรื่องบ่อยนัก วันนี้ที่มหาวิทยาลัยไม่มีคนเลย ในคณะนี้ก็ไม่มี มีแต่อาจารย์ที่คณะชั้นรึไงนะที่มากันตอนปิดเทอม...จะว่าไปชั้นก็สงสัยเหมือนกันว่าเขามากันทำไม อาจารย์วอล์กเกอร์นี่คงนัดเพื่อน เลยมารอที่คณะก็ไม่แปลกเท่าไหร่ แล้วศาสตราจารย์ชายน์ล่ะ เค้ามีเพื่อนด้วยเหรอ?....แต่จริงๆถ้าท่านแกจะมีเพื่อนซักคนมันก็แปลกอะไรนี่นะ แล้วชั้นจะสงสัยไปทำไม...นั่นไงล่ะ คิดนอกเรื่องอีกแล้ว เดินเร็วๆยังไม่พอ สงสัยต้องวิ่งเลยจะได้ไม่ต้องคิดเรื่อยเปื่อยอีก เอ้า วิ่งๆๆๆ....ถึงประตูห้องสมุดแล้ว เข้าไปเลย...เฮ้ยยย...

 

ว้ากกกก หลบไปๆๆไอ้...คำบ้าคำบออะไรไม่รู้หลุดออกมาจากชั้น หลังจากพบว่าตัวเองลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเพราะวิ่งไปผลักประตูอย่างเต็มแรง แต่ประตูเลวกลับถอยหลังหนีการเอื้อมคว้าของชั้นตอนนี้ชั้นมีส่วนของปลายเท้าข้างเดียวที่ยังอยู่เป็นจุดสุดท้ายที่สัมผัสกับพื้น มันเลยทำหน้าที่เป็นจุดหมุนแทน และแน่นอนตามสไตล์ ชั้นล้มลงอย่างสวยงาม หน้าคว่ำลงพื้น ชั้นรีบเอามือกัน...หวังว่าฟันคงไม่บิ่น ดั้งคงไม่หัก หน้าคงไม่เป็นรอย...ไอ้ผู้มีบุญคุณที่เปิดประตูให้ชั้นตะกี้มันเป็นใครนะ ดู๊ดู...พอบอกให้มันหลบก็หลบแบบไม่ไยดีกันเลย อยากจะเห็นหน้ามันจริงๆไอ้....

 

แจ็คกี้ชั้นโพล่งชื่อนั้นออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่ชั้นเงยหน้าขึ้นและมองเห็น...ก็ดูหน้าเขาสิ ไอ้คนที่มันทำชั้นล้มกองกับพื้นแบบนี้ เขาคือหนุ่มหน้าใส ตากลม น่ารัก ครบสูตรตามความฝันของชั้นเปี๊ยบเลย

 

เป็นอะไรรึเปล่าครับเขาย่อตัวลงมาดูชั้นที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นไม่ยอมขยับไปไหน เอาแต่จ้องหน้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

ไม่เป็นไรค่ะร่างกายน่ะไม่เป็นไร แต่จิตใจกับสมองนี่เตลิดเปิดเปิงไปแล้ว ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเจอคนที่หน้าตาเหมือนคน

ในความฝันทุกกระเบียดนิ้วเร็วขนาดนี้ จริงๆก็ไม่ทุกกระเบียดนิ้วซะทีเดียว เพราะชั้นรู้สึกว่าตัวจริงเขาจะสูงกว่าในความฝันนิดหน่อย ในฝันเขาอยู่ในน้ำนี่น่ะ เลยเห็นไม่ชัด อ่อแล้วที่ไม่เหมือนอีกอย่างคือ ตอนนั้นเปลือยอก ตอนนี้ใส่เสื้อเชิ้ตเรียบร้อย หล่อเนี้ยบ

 

โทษทีนะครับ ผมเปิดประตูแรงไปหน่อยเขาพูดพลางช่วยดึงชั้นขึ้นมา

ไม่เป็นไรค่ะปัญญาอ่อนรึเปล่าชั้นเนี่ย พูดเป็นอยู่คำเดียวรึไง....

อืม ใช่...ตะกี้เห็นคุณเรียกชื่อ แจ็คกี้

อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เป็นคำอุทานของชั้นน่ะค่ะชั้นรีบแต่งเรื่องปฏิเสธ แต่ฝ่ายนั้นกลับยิ้มน้อยๆแล้วให้คำตอบที่ทำให้ชั้นรู้สึกตัดสินใจผิดอย่างมากที่โกหก

เหรอครับ บังเอิญจังเลยนะครับ เพราะผมเองก็ชื่อเหมือนคำอุทานของคุณเลย...

 

รอยยิ้มกับผลจากคำโกหกบ้าๆนั่น ทำให้ชั้นใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

 

 

 

 

(ต่อตอนหน้านะจ๊ะ....)

ดีใจที่ได้มาแต่ง สะสมงานไว้ทำวันหลัง...