A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p8
posted on 06 Jul 2009 23:45 by mcgrangersam(ต่อจากตอนที่แล้ว ตอนที่7 อะ...)
หลังจากเหตุการณ์ที่หน้าประตูห้องสมุดนั้นที่ทำให้เรา...ชั้นกับแจ็คกี้...ได้เจอกัน เราทั้งสองก็ได้พูดคุย และแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันเล็กน้อยเมื่อพบว่าเราคุยกันถูกคอ วันต่อมาแจ็คกี้นัดชั้นไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารอิตาเลียนสุดหรูในย่านไฮโซที่หันมองไปก็เจอแต่คนดังๆเดินร่อนไปทั่ว หลังจากเดทครั้งนั้นของเรา ทำให้ชั้นและเค้ายิ่งประทับใจในตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น ทำให้มีเดทหนที่สอง สาม สี่ ห้า....จนกระทั่งนับไม่ถ้วน..ตามมาอีก และยิ่งเราสองได้พบสบตา พูดคุย หยอกล้อ ต่อกระซิก ฯลฯ มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหลงรักในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งวันนั้นมาถึง แจ็คกี้ทำหน้าอ้ำๆอึ้งๆ และมีท่าทีแปลกประหลาดไปกว่าทุกที เขาดูลำบากใจ หรือกังวลอะไรบางอย่าง ไม่ได้มีแววตาสดใส มั่นใจเหมือนทุกที
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ แจ็ค”ชั้นถามด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและความรักถวิลหา...สมเป็นคนรักที่ดีของเขา
“ผม...มีเรื่องจะพูดกับคุณ...”สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลย หรือว่า...เขาจะขอเลิก!!...ไม่นะ ชั้นทำอะไรผิด...เรารักกันมากไม่ใช่เหรอ?!...
“ผมอยาก….ให้คุณดูนี่”เขายื่นซองขาวให้ชั้นใบหนึ่ง...นี่คิดจะไล่ชั้นออกจากการเป็นแฟนเลยเหรอ?!...
“อะไรคะ”
“ลองเปิดดูก่อนสิครับ” ชั้นทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย แม้จะไม่อยากรู้เลยก็ตามว่าภายในซองคือ...อะไร...อะไร...แหวน!!..
“แหวน!!...”ชั้นอุทานออกมาอย่างงงๆ
“ถ้ามันจะเป็นคำอุทานใหม่ของคุณในตอนนี้ ผมก็ยินดีนะครับ...”เขาพยายามเล่นมุขให้ดูสอดคล้องกับวันแรกที่เราเจอกัน ช่างน่ารักจริงๆ... “…โรสครับ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”ชั้นก็เหมือน..ว่าที่“ว่าที่เจ้าสาว”(ไม่ได้พูดผิดนะ หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ)ทั่วไป ดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ชั้นได้แต่พยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา...น้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขล้นมากมาย เท่าที่ชีวิตผู้หญิงโสดคนหนึ่งจะมีได้...
.............
......
ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ.......
ชั้นนั่งอยู่ในห้องสมุด ท่ามกลางหนังสืออ้างอิงบ้าบอเกี่ยวกับหอยเม่น หรือเม่นทะเลอะไรนั่น งานเขียนบทความสารคดีสำหรับเด็กที่ชั้นตั้งใจให้มันคืบหน้าที่สุดในวันนี้....ยังไม่เกิด
อาจจะงง...ว่าที่แท้เรื่องราวมันอะไรยังไงกันแน่
คือ...ใช่ แน่นอน ชั้นโกหก...แต่โกหกตั้งแต่ตรงไหนล่ะ
1.ตั้งแต่ที่เค้า(แจ็คกี้)ขอชั้นแต่งงาน
2.ตั้งแต่เจอเค้าที่หน้าเหมือนคนในความฝันที่หน้าห้องสมุด
3.หรือว่าตั้งแต่ฝันเลย....
............
ชั้นล้อเล่นน่า มาตั้งถึงขนาดนี้ ชั้นอาจจะเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ชั้นก็เป็นคนซื่อตรงนะ ชั้นก็แค่ลองคิดเล่นๆดูเฉยๆว่าถ้าเขาขอเบอร์ชั้น ถ้าเราแลกเบอร์กันเหมือนในห้วงจินตนาการของชั้น เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป....
....แต่น่าเสียดายที่เค้าไม่ได้ขอเบอร์ชั้น...
ต่อไปนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
หลังจากที่แจ็คกี้ช่วยดึงชั้นขึ้นมาจากท่านอนอันสวยงามและห้วงแห่งการอึ้ง ตะลึงในชะตาลิขิต เขาก็ช่วยชั้นถือของเข้าไปนั่งในห้องสมุดเป็นการไถ่โทษ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันยกเว้นที่เขาได้รับรู้ว่าชั้นมาหาข้อมูลไปเขียนบทความเกี่ยวกับหอยเม่น และแนะนำตู้หนังสือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลให้ชั้นลองไปคุ้ย...หรือ ค้นหาดู....
....หลังจากนั้นเขาก็ออกไป โดยไม่มีท่าทีจะเสียดายเลยแม้แต่น้อยที่อาจจะไม่มีโอกาสหรือไม่มีวันได้โทรหา หรือได้เจอชั้นอีกต่อไป หรือถ้าเขามี(ท่าที) เขาก็คงจะเป็นคนเก็บความรู้สึก เก็บสีหน้าเก่งเอามากๆ
อย่างไรก็ตาม ชั้นควรจะทำงานต่อให้เสร็จ หรืออย่างน้อยก็เสร็จๆไป เพราะกำหนดส่งเส้นตายก็คือวันพรุ่งนี้ เอาล่ะ...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า...นี่ชั้นยังไม่ได้บอกใช่มั้ยว่าชื่อบทความที่อุตส่าห์ให้สาวๆนั่งตัดสินกันตั้งนานนั่นคือชื่อไหนระหว่าง....
เม่นทะเล หนามมฤตยู
เม่นทะเล หนามจี้ดโดนใจ
.....
และรางวัลชื่อยอดเยี่ยมที่เหมาะสมจะวางแปะอยู่บนหัวกระดาษของ(ว่าที่)บทความสั้นสำหรับเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีนี้ก็ตกเป็นของ...(ประกาศแบบรางวัลออสการ์กันหน่อยเป็นไง …)
“หนามน้อยอร่อยเด็ด”
....ใช่ คงแปลกใจละสิที่ผลออกมาพลิกโผเหนือความคาดหมายขนาดนี้ เรื่องของเรื่องก็คือหลังจากที่ชั้นเสนอสองชื่อที่ว่าให้สองสาวโหวตกันแล้ว ปรากฏว่าผลโหวตออกมาเท่ากัน (ลองเดาดูสิว่าคนไหนเลือกชื่ออะไร...) ตัวชั้นที่เป็นเสียงตัดสินก็เลือกไม่ถูก เจ้าทีบีเองก็เลือกไม่ถูกเช่นเดียวกัน มันเอาแต่ส่ายหน้าไปมา ราวกับจะบอกว่า “…โอ อย่าให้ผมต้องเลือกเลยนะ มันสุดยอดทั้งคู่ ผมเลือกไม่ได้หรอกฮะ...” หรือว่ามันอยากจะบอกอย่างอื่นชั้นก็ไม่รู้นะ แต่จากประสบการณ์และความสนิทชิดเชื้อกับมันมา 1 ปีเต็ม ชั้นคิดว่าคงอ่านภาษากยของมันไม่ผิดหรอก....กลับเข้าเรื่องชื่อต่อ...ก็เพราะแบบนี้เองทำให้เราตัดสินกันไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเล่าเรื่องหนังสือสูตรอาหารที่ทำจากหอยเม่นและอีตาเกย์จอมหวงก้างที่ร้านหนังสือให้สองสาวนั่นฟัง พวกเธอก็ทำท่าสนใจเอามากๆ เรดถึงกับชักชวนให้เราไปหาซื้อมาทำทานกันซักที ชั้นก็เลยพูดเล่นๆไปว่าชั้นน่าจะเขียนเรื่องชีวิตหลังความตายของหอยเม่น(ตอนถูกทำเป็นอาหาร)มากกว่าที่จะเขียนถึงวิถีการดำรงชีวิตจริงๆของมัน...แล้วทั้งสองก็เออออห่อหมกขนมครกพริกไทยดำเห็นด้วยทันที ไวท์ยังเสริมอีกว่า ถ้าเป็นบทความที่เด็กๆอ่านยิ่งเหมาะ เพราะเด็กๆคงชอบของกินมากกว่าเรียนรู้เรื่องสัตว์โลกอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้ผิดคอนเซปต์นัก ชั้นกะว่าคงจะใส่เรื่องวิถีชีวิตของมันลงไปซักนิดๆพอเป็นกับแกล้มกรึ่มๆ(ศัพท์ที่ใช้อาจดูเมา แต่ชั้นไม่ดื่มเหล้านะคะ...) ด้วยเหตุเหล่านี้ทั้งหมดทั้งปวงจึงนำมาสู่การคิดชื่อที่น่ารักเหมาะกับเป็นบทความของเด็กและบ่งบอกถึงคุณลักษณะทั้งในแง่รูปลักษณ์ภายนอกและรสสัมผัสภายในของหอยเม่นได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อ
“หนามน้อยอร่อยเด็ด”
...อาจฟังดูเหมือนคอลัมน์ชวนชิมอาหาร แต่ในโลกสมัยใหม่ เราต้องเป็นมากกว่าผู้นำกระแส เราต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง เช่นนี้...เป็นการก่อตั้งวัฒนธรรมการตั้งชื่อบทความให้ดูมีความกำกวมในการแบ่งแยกประเภทของคอลัมน์ ทำให้เป็นลักษณะของการบูรณาการให้ได้รับความรู้หลายๆด้านจากบทความสั้นๆเพียงบทความเดียว เหมาะกับชีวิตอันเร่งรีบบนถนนเมืองกรุง....อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือที่มาของชื่อบทความที่แสนจะเยี่ยมยอดจากหัวคิดของชั้นและสองสาวเพื่อนสนิทผู้มีความสามารถทางด้านจิตวิทยาสูง ที่นี้เราก็มาเริ่มขึ้นต้นเขียนกันเสียที....
(ต่อตอนหน้านะคะ....)