เรื่องสั้นวันปีใหม่ 2 "The tree"(30-31/12/2011)
posted on 02 Jan 2012 12:25 by mcgrangersam in storyครั้งหนึ่งในกาลเวลาคู่ขนานอันไม่อาจระบุให้ทราบวันเดือนปีที่ถูกต้องแน่ชัด ชุมชมเล็กๆชุมชนหนึ่งตั้งอยู่บนส่วนตัดของเส้นละติจูดและลองจิจูดที่ไม่อาจมีใครหาพิกัดพบหรือคิดอีกทีคืออาจไม่มีใครต้องการจะค้นหา ชุมชนแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ทุกๆเช้าในตลาดจะครึกครื้น จอแจ มองทางใดก็มีแต่คน คน และคน ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากคน และต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นที่ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์กลางชุมชน ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าต้นไม้ต้นดังกล่าวเป็นสายพันธุ์อะไร เพราะไม่มีใครใคร่จะศึกษามันอีกหลังจากความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนของเหล่านักวิทยาศาสตร์ประจำชุมชน หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือไม่ทราบว่าจะศึกษาได้อย่างไร เพราะนอกจากต้นไม้ต้นนี้แล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะเพาะพันธุ์พืชผลอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะในน้ำ บนบก หรือกลางอากาศก็ตาม ที่จริงมันก็คงไม่มีผลกระทบอะไรนักหากต้นไม้ต้นนี้ไม่ใช่แหล่งทรัพยากรเดียวสำหรับการอุปโภค บริโภคของคนในชุมชน หรือถึงกระนั้นก็คงไม่มีผลกระทบอะไรหากต้นไม้ใหญ่นั้นยืนยงคงกระพันตลอดไป…
แม้กระทั่งทีมปุโรหิตและโหราจารย์ผู้เป็นที่ศรัทธานับถือกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังทำนายว่า ต้นไม้หนึ่งเดียวในชุมชนกำลังจะถึงกาลดับสูญเมื่อเวลาผ่านพ้นจากอดีตที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจนครบ 2012 ปี แต่เนื่องจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าไม่อาจทราบวันเดือนปีที่แน่ชัด จึงมีวิธีเดียวคือดูจากวงปีต้นไม้ จากการศึกษานั้นรวมไปถึงสภาวะที่เริ่มขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่ปรากฏชัดทำให้คณะขุนนางได้ทราบว่าอีกไม่นานต้นไม้จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลี และพวกเขาก็จะอดตาย คณะขุนนางพยายามปิดข่าวนี้ไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ทว่าความลับไม่มีในโลก ด้วยการแพร่กระจายโดยตั้งใจของผู้รับใช้ของขุนนางคนหนึ่งทำให้ 90 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณของคนในชุมชนทราบถึงเรื่องราวเหล่านี้กันแล้ว และแน่นอนว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกันเป็นธรรมดา หลายคนพยายามมองหาลู่ทางที่จะหนีออกจากชุมชนไปหาแหล่งทรัพยากรใหม่ หลายคนพยายามจะคิดค้นทรัพยากรใหม่รวมไปถึงพวกที่พยายามเพราะพันธุ์ต้นพืชตามที่กล่าวข้างต้น หลายคนออกมาเรียกร้องให้คณะขุนนาง ปุโรหิต และโหรออกมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างคนก็ต่างวิธีเพื่อควานหาความอยู่รอดสำหรับตนเองและครอบครัว แต่พวกที่ดูจะอาการหนักสุดคือกลุ่มคนที่ไม่เชิงว่าคิดค้นทรัพยากรใหม่ แต่เรียกว่าใช้ของเก่าที่มีมาทำประโยชน์ในแง่ใหม่จะถูกต้องกว่า ฟังดูผิวเผินอาจจะเป็นเพียงวิธีการเอาตัวรอดธรรมดาทั่วไปเหมือนวิธีอื่นๆข้างต้น มันก็คงจะเป็นเช่นนั้นถ้าหากสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจะนำมาใช้อุปโภคบริโภคแทนต้นไม้ ก็คือ “คน” ด้วยกันนั่นเอง!
อาจจะฟังดูเป็นการใส่ร้ายเกินไปที่จะบอกว่าคนพวกนั้นพยายามจะใช้ “คน”ในการกินอยู่เพื่อความอยู่รอดต่อไป ที่จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ “คน” แต่เป็น “วิญญาณ” หรือเรียกสั้นๆว่า “ผี” หรือเรียกยาวๆว่า “คนที่เสียชีวิตแล้ว” แรกเริ่มแม้จะฟังดูสะอิดสะเอียน แต่พวกเขาก็เพียงแค่สูบวิญญาณจากศพที่ยังใหม่อยู่เท่านั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เสียสละที่จะไม่ผลาญทรัพยากรที่เหลือเวลาเพียงน้อยนิดก่อนจะสูญสลายไปอย่างต้นไม้ได้เผยแพร่ลัทธิที่เรียกว่ากลุ่ม “มังสะ” ผู้สูบวิญญาณและเลือดเนื้อของคนที่หมดลมหายใจแก่คนในชุมชน ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จเมื่อผู้คนกว่าครึ่งรวมถึงเหล่าขุนนาง ปุโรหิต และโหรต่างก็เริ่มหันมานิยมชมชอบวิถีการเอาตัวรอดที่ได้ผลดีตามอย่างลัทธิมังสะ เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มที่ยังคงยึดถือวิถีแห่ง “มังสวิรัติ” ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นพวกล้าหลัง เห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยเหลือสังคม ด้วยเหตุนี้ทำให้ทรัพยากรใหม่จึงค่อยๆหมดลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนอิ่มหนำสำราญ สุขภาพแข็งแรงยิ่งกว่าสมัยก่อน ทำให้อัตราคนตายเทียบกับคนเกิดเริ่มไม่สมดุลอีกครั้ง เหล่าผู้นำของลัทธิมังสะจึงเริ่มประชุมหารือกันอีกครั้ง ก่อนจะลงมติกันว่าอาจถึงคราวที่จะต้อง “สร้าง”ทรัพยากรเอาเองด้วยการ “ทำลาย” พวกที่มีกำลังน้อยกว่าอย่างพวกมังสวิรัติ เพราะนอกจากจะช่วยให้อยู่รอดได้ไปอีกนานแสนนาน เหล่ามังสวิรัตินี้ยังเป็นพวกวิญญาณและเลือดสะอาดที่ได้รับสารอาหารจากพืชที่พวกเขาไม่ได้แตะต้องมานาน หากได้สูบวิญญาณจากพวกเขาจะช่วยเพิ่มพลัง ความแข็งแรงให้กับชาวมังสะได้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
และแล้วแผนการล่าชาวมังสวิรัติก็เริ่มต้นขึ้น ตอนนั้นชั้นอายุ 6 ปี กำลังถึงวัยที่จะก้าวเดินออกไปสู่ชุมชนอย่างสดใส ไปเจอเพื่อน เจอผู้คนใหม่ๆมากมายภายนอกนั่น แต่ความหวังความฝันทุกอย่างก็ต้องหยุดลง เมื่อพ่อแม่ของชั้นได้เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังในวันเกิดปีนั้น และหลังจากนั้นชั้นก็ไม่เคยได้ออกไปจากบ้านอีกเลย ชั้นต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่างมิดชิดราวกับไม่เคยมีตัวตนในชุมชนนี้มาก่อนยาวนานถึง 8 ปี เนื่องจากชั้นและครอบครัวเป็นพวกที่ยังยึดในความเป็นมังสวิรัติ และไม่เคยที่จะศรัทธาในความโหดร้าย น่าสะอิดสะเอียดของลัทธิเมนสตรีมอย่างมังสะ พ่อแม่ของชั้นออกไปทำงานในแถบพื้นที่ของพวกมังสวิรัติด้วยกัน ที่นั่นจะมีตลาดเล็กๆเงียบๆต่างกับตลาดกลางชุมชนในอดีตที่ขายของราคาแพงหูฉี่จากการออกไปเสี่ยงเก็บพืชพันธุ์จากต้นไม้ที่ใจกลางชุมชนของพวกที่เป็น “ลูกผสมลัทธิ” หรือพูดง่ายๆก็คือ ผู้ที่ยังยึดถือความเป็นมังสวิรัติแต่จำต้องแสร้งทำเป็นลัทธิมังสะเพื่อความอยู่รอดของตนเองและคนอื่นๆที่ถูกล่า ถ้ามองในแง่ดีคนพวกนี้คือผู้เสียสละอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่หากมองในด้านตรงข้าม คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากพ่อค้าหน้าเลือดที่ไม่ศรัทธาในอะไรซักอย่าง แต่สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อค่าตอบแทน หรือเรียกอีกอย่างว่า “นกสองหัว” แม่ของชั้นบอกว่าในกลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งพวกที่สมควรถูกมองในแง่ดีและในแง่ตรงข้ามปะปนกันไป
วันนี้พ่อแม่ของชั้นกำลังจะออกไปทำงานเช่นเคย ก่อนไปก็ได้กำชับกับชั้นอย่างเช่นเคยในเรื่องที่ว่าให้ชั้นซ่อนตัวให้มิดชิด อย่าส่งเสียง อย่าเปิดประตูรับใคร อย่ารับโทรศัพท์ หรือตอบอีเมล์แม้แต่คนที่อ้างว่าเป็นมังสวิรัติด้วยกันเพราะอาจเป็นแผนหลอกล่อก็เป็นได้ ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องกำชับอะไรกับชั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครจะมาหา หรือโทรมาหรือแม้แต่ส่งอีเมล์มาหาชั้นอยู่แล้ว โดยปกติหลังจากพวกเขาออกไป ชั้นก็มักจะทำกิจกรรมเช่นเดิมอย่างที่เคย อ่านหนังสือ ฟังเพลงผ่านหูฟัง เขียนเรื่องสั้น วาดภาพทิวทัศน์ในบ้าน ต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ ที่จริงมันก็เพลินดี ชั้นเองก็ไม่ได้เดือนร้อนหรือเบื่อหน่ายอะไรนัก แต่มันก็เป็นธรรมชาติของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ต้องการจะ “มีชีวิต”
ชั้นทานมื้อเช้าที่แม่ทำจากใบและดอกของต้นไม้ที่ใกล้จะสูญสลายต้นนั้น แม้พวกเราจะรู้สึกผิดที่จำต้องผลาญทรัพยากรแหล่งสุดท้ายที่แทบจะหมดลมหายใจแล้วในไม่ช้า แต่เราก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด เพราะชั้นและครอบครัวรวมไปถึงมังสวิรัติคนอื่นๆคงไม่สามารถที่จะทำใจแล้วสูบวิญญาณจากศพอันน่าสะอิดสะเอียนได้อย่างพวกชาวมังสะ จะว่าไปจากคำทำนายและสถานการณ์ที่ชั้นได้รับรู้เกี่ยวกับการสูญสลายของต้นไม้ต้นนั้นมันก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว คำว่า “ในไม่ช้า”ของคณะขุนนาง ปุโรหิต และโหราจารย์นี่มันยาวนานแค่ไหน ชั้นก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน
หลังจากมื้อเช้า ชั้นก็เริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยกิจกรรมอย่างที่บอก (คือ ไม่ได้ถึงขนาดต้องเรียงลำดับตามที่บอก) ชั้นลองหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเลือก ถึงอย่างไรหนังสือทุกเล่มในบ้านนี้ชั้นก็อ่านมาหมดแล้วไม่ต่ำกว่า 3 รอบต่อเล่ม เนื่องจากไม่มีการผลิตหนังสือมาตั้งแต่เริ่มมีการขาดแคลนวัตถุดิบจากต้นไม้เมื่อ 8 ปีก่อน หนังสือเล่มที่ชั้นสุ่มหยิบมาเป็นเล่มที่ชั้นไม่ชอบที่สุด จึงมีสถิติต่ำสุดในการถูกเลือกมาอ่าน ท่าทางวันนี้โชคจะไม่เข้าข้าง แต่อย่างไรก็ตามชั้นก็เปิดมันอ่านเป็นครั้งที่ 4 ไม่แน่บางทีมันอาจจะกลายเป็นหนังสือที่น่าเบื่อน้อยที่สุดไปแล้วก็ได้
หนังสือที่บรรจุแต่ตัวอักษรจำนวนมากและตัวติดกับเป็นพืด นอกจากเนื้อหาดั้งเดิมที่น่าเบื่ออยู่แล้วยังช่วยให้อ่านยากขึ้นและน่าเบื่อขึ้นไปอีก ชั้นพลิกหนังสือไปมา ตั้งใจว่าจะลองอ่านย้อนจากหน้าหลังมาหน้าแรก หรืออ่านกลับหัวดู บางทีอาจจะสนุกขึ้น ชั้นลองกลับเล่มหนังสือไปมา และเริ่มอ่านจากหลังมาหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่นานชั้นก็เริ่มสนุกเพลิดเพลินกับกิจกรรมกึ่งใหม่นี้ ที่จริงหากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับชุมชนของเราเสียก่อน ชั้นคงได้ทดลองวิธีนี้กับหนังสือเล่มอื่นๆข้างนอกนั่นแล้วอาจจะพบความมหัศจรรย์บางอย่างก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม แค่ได้ออกไปจับหนังสือเล่มอื่นข้างนอกนั่นก็อาจจะถือว่ามหัศจรรย์แล้วก็ได้ในตอนนี้
“…” เสียงแปลกๆที่ชั้นบรรยายไม่ถูกดังขึ้นมาจากห้องนั่งเล่นด้านหน้า ชั้นรีบลุกจากเก้าอี้ในครัวเดินตามหาต้นเสียง ในบ้านไม่ควรจะมีเสียงอะไร เพราะชั้นควรจะต้องทำตัวเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในชุมชนแห่งนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง
“...” เสียงนั่นดังขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ชั้นเดินมาเรื่อยๆก็เจอกับต้นตอที่อยู่บนโต๊ะข้างโซฟา มันคือเสียงของโทรศัพท์ ชั้นไม่เคยได้ยินเสียงของมันมานานมากจนไม่สามารถจดจำเสียงมันได้ในทันที
ชั้นรู้สึกตื่นเต้นระคนแปลกใจที่โทรศัพท์ดังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีจึงได้แต่ยืนจดๆจ้องๆอยู่อย่างนั้น ประกอบกับที่พ่อแม่ของชั้นกำชับนักหนาว่าห้ามรับโทรศัพท์ใดๆทั้งสิ้น ชั้นยืนตัวแข็งทื่อ แต่สะดุ้งทุกครั้งที่เสียงดังขึ้นอีก ที่จริงมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากถ้าชั้นจะเดินกลับไปในครัวแล้วนั่งลงอ่านหนังสือพร้อมกับทนฟังเสียงที่ดังไม่หยุดหย่อนนี้ หรือวิ่งไปเอาหูฟังมาใส่แล้วเปิดเพลงกลบ ชั้นเลือกทางไหนก็ได้ แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร จิตใต้สำนึกชนะเสมอ... รู้ตัวอีกที มือของชั้นก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบไว้ข้างหูแล้ว
“ฮัลโหลๆ...” เสียงจากอีกฝากหนึ่งของสายดังขึ้น ชั้นตกใจมากจึงรีบวางโทรศัพท์กลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว ชั้นไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป ไม่รู้ว่าการไม่เชื่อฟังคำของพ่อแม่ และทำตามจิตที่ไร้การควบคุมไปอย่างชั่ววูบจะส่งผลกับชั้นและคนอื่นๆในครอบครัวมากแค่ไหน
ชั้นพยายามควบคุมสติอารมณ์ ค่อยๆนั่งลงบนโซฟาข้างๆโต๊ะที่วางโทรศัพท์นั้น ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่โทรมาอาจเป็นเพียงพวกมังสวิรัติเพื่อนเก่าของครอบครัวที่เป็นห่วงเป็นใยจึงอยากถามสารทุกข์สุขดิบ หรืออาจจะโทรมาแจ้งข่าวดีว่ายุคของการล่ามังสวิรัติได้หมดสิ้นลงแล้ว ชั้นเกือบจะกล่อมตัวเองให้เชื่อและเบาใจลงแล้วถ้าไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆผ่านทางผ้าม่านที่ประตูหน้า แล้วจู่ๆก็ปรากฏขึ้นอีกที่หน้าต่างด้านข้าง แล้วก็กลับมาที่ประตูหน้าอีกครั้ง คราวนี้ชั้นไม่อาจที่จะนั่งปลอบตัวเองให้สบายใจได้อีกแล้ว การกระทำอันไร้ความยั้งคิดของชั้นส่งผลร้ายกับชั้นเสียแล้ว พวกเขา...พวกใดพวกหนึ่งรู้แล้วว่ามีคนซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้!
ตลอดทั้งช่วงสายนั้น หนังสืออันแสนน่าเบื่อบนโต๊ะในครัวยังเปิดค้างอยู่ที่หน้าเดิม ส่วนชั้นซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโซฟาพร้อมกับสายตาที่จดจ้องไปที่ประตูตลอดเวลา ที่จริงเงานั่นหายไปตั้งแต่ที่มันปรากฏ 3-4 ครั้งนั้นแล้ว แต่ชั้นก็ไม่ไว้ใจ ต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ชั้นไม่น่าละเลยคำสั่งของพ่อแม่ ชั้นควรมีวุฒิภาวะที่จะควบคุมสติให้ได้ดีกว่านี้ หากชั้นทำได้ คงไม่ต้องมานั่งกังวลใจอยู่อย่างนี้
เวลาผ่านไปจนเลยเวลาเที่ยง ทุกอย่างเท่าที่เห็นกลับคืนสู่สภาพปกติ ความเงียบกลับคืนสู่บ้านของชั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเงาประหลาดใดๆอีก อาจจะเป็นการคิดมากไปเองที่เกิดจากความกลัวความผิดที่ขัดคำสั่งพ่อแม่ ชั้นรู้สึกเหนื่อยและเพลียกับความตื่นตระหนกและการจับตาเฝ้าที่ประตูมาตลอดครึ่งวัน ชั้นเดินไปที่ครัวอีกครั้งเพื่อเตรียมอาหาร พยายามทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังมากกว่าปกติ ตั้งใจว่าจะทานอาหารและงีบพักผ่อนเสียเล็กน้อย แต่ทว่า...
“...” เสียงประหลาดบรรยายไม่ถูกดังขึ้นอีกแล้ว เสียงนี้ไม่ใช่โทรศัพท์อย่างคราวแรก มันเป็นเสียงที่ดังมาจากประตู แม้ชั้นจะจำไม่ได้โดยทันทีเนื่องจากไม่ได้ยินมานานเกือบสิบปี แต่ก็รู้ได้ไม่ยากว่ามันคือ
“เสียงกริ่งประตู”ชั้นกระซิบกับตนเองเบาๆ
“มีใครอยู่ในนั้นน่ะ” เสียงจากเงาข้างหลังประตูดังขึ้น มันเป็นเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินจากโทรศัพท์เมื่อตอนสาย
“สวัสดี มีใครอยู่มั้ย” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเงาที่เดินเข้ามาสมทบ พวกเขามีกันถึงสองคน...
ชั้นไม่อาจรู้ได้อีกแล้วว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป ชั้นไม่ได้คิดมากไปเอง พวกเขามาที่นี่จริงๆ พวกเขาโทรมา และชั้นรับสาย แล้วเขาก็มาด้อมๆมองๆ จนตอนนี้พวกเขาคงแน่ใจแล้วจริงๆว่ามีคนซ่อนอยู่ในนี้ ชั้นลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะในครัว พยายามตั้งสติเพื่อคิดหาหนทางในการเอาตัวรอด ในเมื่อสถานการณ์บานปลายมาถึงขนาดนี้ คงถึงเวลาที่ชั้นต้องยอมรับความผิดและขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่แล้ว
ชั้นค่อยๆคลานเข่าจากห้องครัวเพื่อไปยังโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่น ชั้นพยายามคลานอย่างเบาที่สุดแต่ต้องเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน
“…” เสียงนั่นดังขึ้นอีกแล้ว ชั้นสะดุ้งโหยง แต่ก็พยายามข่มใจตัวเองให้กล้าหาญเพื่อที่จะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ จนในที่สุดชั้นก็เอื้อมถึงโทรศัพท์ ชั้นกดหมายเลขที่พ่อแม่ให้ท่องไว้จนขึ้นใจก่อนจะยกขึ้นมาแนบหู ระหว่างที่รอคอยการตอบรับ ชั้นรู้สึกถึงมือที่สั่นจนทำให้โทรศัพท์ที่แนบแก้มอยู่สั่นไปด้วยอย่างอัตโนมัติ ที่จริงก็อาการนี้ได้คืบคลานไปทั่วทั้งตัวของชั้นตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งเป็นครั้งที่สองแล้ว
“…” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แม่ของชั้นก็ยังไม่ตอบรับ ชั้นลองเปลี่ยนมากดหมายเลขเพื่อติดต่อพ่อ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ทำไมพวกเขาถึงไม่รับ...หรือว่าการล่าล้างเผ่าพันธุ์มังสวิรัติดำเนินมาถึงพื้นที่บริเวณนี้แล้ว...หรือว่าพ่อกับแม่ของชั้นจะถูกพวกเขา...ไม่สิ...พวกมันจับตัวไปแล้ว!
ชั้นพยายามติดต่อพ่อแม่อีกหลายต่อหลายครั้ง พร้อมๆกับที่เสียงกริ่งนั่นดังขึ้นอีกหลายหนไม่แพ้กัน จนในที่สุดชั้นก็ยอมแพ้แล้วกลับมานั่งจ้องประตูนั่นอีกครั้งด้วยความหวั่นกลัว ตอนนี้มีเพียงประตูและม่านที่กั้นพวกมันออกจากชั้น...ไม่สิ...สัญญาณกันขโมยอีกอย่างหนึ่ง
“ชั้นว่า...ไม่ใช่...หรอก” เสียงของคนหนึ่งในสองคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชั้นได้ยินไม่ค่อยถนัด พวกเขาน่าจะไม่ได้พูดกับชั้นเหมือนอย่างสองครั้งแรก พวกเขาน่าจะคุยกันเอง ชั้นดันตัวให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้น แต่ยังคงก้มอยู่กับพื้นเพื่อไม่ให้เขาเห็นเงาของชั้นผ่านผ้าม่าน ชั้นอยากได้ยินสิ่งที่เขาคุยกัน มันอาจจะช่วยให้ชั้นรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาซึ่งอาจจะไม่เลวร้ายนัก...หวังว่า...
“แกว่าที่พวกเราเห็นนั่นเป็นผีงั้นเหรอ ชั้นว่าไม่ใช่หรอก” ผี...งั้นเหรอ
“ชั้นแน่ใจว่าในบ้านนี้มีผีแอบซ่อนตัวอยู่”
“ผีที่ไหนจะรับโทรศัพท์ได้ แกเคยเห็นผีรับโทรศัพท์เหรอ”
“แล้วแกเคยเห็นผีไม่รับโทรศัพท์เหรอไง...ยังไงก็ตาม ชั้นเชื่อว่ามันเป็นผี ” พวกเขาคิดว่าชั้นเป็นผี... ชั้นแน่ใจว่าได้ยินเรื่องนั้นไม่ผิด เขาเถียงกันอยู่ แต่ที่ชั้นไม่แน่ใจคือมันจะส่งผลดีต่อชีวิตชั้นหลังจากนี้รึเปล่า
“ชั้นว่าข้างในนั่นมีคนอยู่ เป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่อย่างหวาดกลัว”
“แต่ชั้นว่าไม่ใช่ มันเป็นผีที่ซ่อนตัวอยู่อย่างหวาดหวั่น เพราะมันกลัวถ้าชั้นเจอมัน มังสะอย่างชั้นจะต้องสูบวิญญาณมันจนไม่เหลือหลอ...” พูดจบก็ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างสะใจ ชั้นสะดุ้งอีกครั้งหลังจากระเบิดหัวเราะของเขาเริ่มทำงาน เขาเป็นมังสะ หนึ่งในสองคนนั่นกำลังล่าเผ่าพันธุ์ของชั้น และในตอนนี้เขาได้พบชั้นแล้ว ชั้นไม่อาจมีทางรอดไปได้อีกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการกระทำที่ไร้ความคิดของชั้น ชั้นน่าจะควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้ พวกมันจะไม่มีวันหาชั้นเจอหากชั้นไม่เผลอขัดคำสั่งไปอย่างนั้น
“เลิกพูดจาไร้สาระเสียที...” เสียงของอีกคนดังขึ้น ที่จริงเขาพูดกับเพื่อนมังสะของเขา ไม่ได้พูดกับความคิดของชั้น แต่มันก็ทำให้ความคิดของชั้นหยุดชะงักลงได้เช่นกัน
“งั้นมาพนันกันมั้ยล่ะ พิสูจน์กันไปเลย ถ้าข้างในนั่นเป็นผี ชั้นจะสูบวิญญาณมันแต่เพียงผู้เดียว ส่วนแกต้องยอมเป็นทาสรับใช้ของชั้น”
“เลิกงี่เง่าซะทีเถอะ แต่ชั้นเองก็อยากจะรู้ว่าข้างในนั่นมีใครซ่อนอยู่กันแน่... เราหาทางเปิดเข้าไปดีกว่า” ไม่...หยุดนะ อย่าเข้ามา ไม่มีใครอยู่ในนี้ ชั้นไม่มีตัวตน ชั้นไม่มีตัวตน...
“งั้นแกก็สะเดาะกลอนนั่นเลยซี่...”
“เปิดเข้าไปไม่ได้หรอก มีสัญญาณกันขโมย” จริงด้วย... ชั้นโล่งอกขึ้นเล็กน้อย นอกจากประตูกับม่าน สัญญาณกันขโมยยังเป็นด่านที่สำคัญที่สุดที่กันพวกมังสะใจโหดจากชั้นได้
“เราต้องกลัวมันด้วยเหรอ...” ยังไม่ทันที่ชั้นจะได้ถอนหายใจจากความโล่งอก ความรู้สึกเหมือนหยุดหายใจก็ประดังขึ้นในตัวชั้น “...มันก็แค่เสียงโหยหวนเบาๆ รอให้ชั้นสูบวิญญาณผีนั่นก่อนเถอะ เสียงคร่ำครวญมันจะดังยิ่งกว่าจนกลบเสียงสัญญาณกันขโมยไปเลยล่ะ” สิ้นเสียงของเขา สติสัมปชัญญะของชั้นก็แทบสิ้นตามไปด้วย เสียงที่แม้ชั้นจะไม่เคยได้ยินแต่ก็แน่ใจได้ว่าคือเสียงการสะเดาะกลอนประตูของมังสะที่กำลังจะเข้ามาฆ่าชั้นในอีกไม่กี่อึดใจ แม้ว่าเพื่อนของเขาจะทัดทานอย่างไรก็ตาม เขาก็ดูจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ ร่างของชั้นค่อยๆถอยกรูดลากไปกับพื้น อาการสั่นที่ลามไปทั่วทั้งตัว ริมฝีปากของชั้นแห้งเผือด ความชุ่มชื้นทั้งหมดหลั่งออกมาตามผิวหนังส่วนต่างๆ สมองสั่งการให้ตาของชั้นเบิกโพลง และจ้องไปที่ประตูอย่างไม่ลดละ ไม่อาจพลาดแม้เพียงเสี้ยวพริบตา...พริบตาเดียวที่อาจส่งชั้นจากความเป็นไปสู่ความตาย
“...” เสียงคลิกดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าประตูไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว บานประตูเริ่มค่อยๆเปิดแง้มออกพร้อมๆกับเสียงโหยหวนน่ากลัวของสัญญาณกันขโมย
“โอ๊ยยย....”พวกเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเอามือปิดหูไว้ พวกเขาอาจจะไม่ได้ยินเสียงสัญญาณมานานมากแล้วทำให้หูไม่คุ้นชิน ชั้นเองก็ตกใจกับเสียงนั่นในเริ่มแรก แต่สัญชาตญาณที่ต้องหนีเอาตัวรอดบวกกับการพัฒนาโสตประสาทมาอย่างดีในวันนี้ทำให้สติของชั้นฟื้นฟูเร็วกว่าพวกเขา ชั้นรีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องครัว พยายามตั้งสติและควานหาสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ ชั้นเจอมีด...
“อย่าเข้ามานะ” ชั้นร้องเสียงหลง ในที่สุดพวกเขาก็เข้าเกือบถึงตัวชั้น ห่างกันไม่ถึงเมตร แต่ชั้นสาบาน... ถ้าพวกเขาก้าวเข้ามาอีก หรือแม้เพียงแค่แหย่ปลายนิ้วเข้ามาก็ตาม... ชั้นสาบานจะแทงเขาจนต้องกรีดร้องโหยหวนไม่แพ้เสียงสัญญาณกันขโมยที่ดังอยู่ตอนนี้แน่ๆ
“โอ้โห เป็นผีโรคจิตซะด้วย อย่างนี้ก็สนุกซี่...” คนที่บอกว่าตนเป็นมังสะกล่าวพลางแสยะยิ้ม
“เลิกบ้าได้แล้วน่า...มีเหงื่อ มีเลือดฝาดอย่างนี้ เธอเป็นคนแน่นอน...ใจเย็นๆนะครับ พวกเราไม่ทำร้ายคุณหรอก” อีกคนที่ดูสุภาพกว่าหันไปพูดกับเพื่อนของเขา ก่อนที่จะหันกลับมาพูดกับชั้น ดูเหมือนเขาจะพยายามทำให้ชั้นวางใจ ชั้นเองก็อยากจะเชื่อคำพูดของเขา แต่ชั้นจะปล่อยให้มือที่กำอาวุธแน่นของชั้นทำตามใจที่ไร้การควบคุมไม่ได้
“ไม่หรอกน่า มันน่ะเป็นผีต่างหาก ดูผิวซีดๆนั่นสิ” คนแรกเถียง
“หยุดน่า เธอเป็นคนที่น่าสงสาร เธอกำลังกลัวเรา” อีกคนพยายามคัดค้าน แล้วพวกเขาก็เริ่มบทสนทนาในการโต้เถียงอีกครั้ง ราวกับลืมว่ายังมีชั้นที่ยังยืนถือมีดอยู่ในท่าทีที่พร้อมจะแทงพวกเขาอย่างอุกอาจได้ทุกเมื่อ
“ถ้ามันเป็นคน มันจะกลัวเราทำไม ที่มันตัวสั่นระริกอย่างนั้นเพราะมันกลัวเราจะสูบวิญญาณมันไปน่ะสิ”
“เลิกพูดเรื่องสูบวิญญาณซะที เธอกลัวจะแย่อยู่แล้ว”
“มันก็ควรจะกลัวสิ ก็มันเป็นผี”
“แกใช้สมองส่วนไหนพิจารณา เธอเป็นคน คนเหมือนพวกเรา และชั้นแน่ใจว่าเธอเป็นชาวมังสวิรัติด้วย”
“มันเป็นผี”
“เป็นคน”ชั้นมองพวกเขาสลับกันไปมาในขณะที่เขายังโต้เถียงกันไม่เลิก นี่ไม่ต่างอะไรกับการเชียร์กีฬา ที่จริงสิ่งเดียวที่ต่างคือชั้นถือมีด แทนที่จะเป็นธงประดับ หรือพู่ปอมปอม จิตที่ไร้การควบคุมเริ่มเพลินไปกับการหันซ้ายทีขวาที แต่โชคดีที่สมองของชั้นยังทำงานอยู่บ้าง มันสั่งให้ชั้นใช้โอกาสนี้ในการหนี
“ผี”
“คน”
ชั้นกลั้นหายใจก่อนที่จะ....วิ่ง!
“เธอไปแล้ว”
“จับมันไว้”
พวกเขาวิ่งตามชั้นมาติดๆ จนเกือบถึงหน้าประตู ชั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก...ออกไป...และออกไปเรื่อยๆ ชั้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พลางหันไปดูสองคนนั้นที่ยังคงวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ ตอนนี้มีทางเดียวคือวิ่งให้เร็วที่สุด ชั้นเองก็ยังไม่รู้ว่าจะวิ่งไปไหน รู้แต่ว่าไม่สามารถหยุดหรือแม้แต่ลดระดับความเร็วของการเคลื่อนไหวได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรอยู่ข้างหน้าชั้นจะไม่หยุดวิ่ง...เด็ดขาด...
“ระวัง!” เสียงตะโกนจากด้านหลังเรียกให้ชั้นเอี้ยวคอกลับไปมอง แต่ยังไม่ทันที่ชั้นจะได้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร ใบหน้าด้านข้างและลำตัวส่วนหน้าของชั้นก็ได้รับรู้ถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรงกับ...วัตถุบางอย่างที่มีผิวหยาบ
“...” ชั้นรู้สึกเจ็บ... ที่จริงแล้ว เจ็บมากจนพูดอะไรไม่ออก ชั้นค่อยๆผลักตัวเองออกจากสิ่งนั้น ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นว่ามันคืออะไร
...มันคือสิ่งที่ทำให้ชั้นลืมความเจ็บทั้งหมดเมื่อซักครู่นี้ ความตื่นตระหนกกลับมาโลดแล่นในระบบประสาทของชั้นอีกครั้ง ชั้นอ้าปากพยายามที่จะพูด แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนจ้องมัน...
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
“อ้าว เป็นผีทำไมไม่ทะลุต้นไม้ล่ะ”
“ก็บอกแล้วไงว่าเธอไม่ใช่ผีน่ะ...คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
ชั้นได้ยินเสียงของพวกเขา และฟังข้อความส่วนใหญ่รู้เรื่อง แสดงว่าชั้นยังพอมีสติอยู่ แต่ชั้นก็ยังนิ่ง ได้แต่จ้องมองลำต้นของต้นไม้ต้นนั้น
“ถ้าไม่ใช่ผี ก็คงถูกผีสิงไปแล้วล่ะ ดูนั่นสิ”
“...เธอคงเครียดจนเกร็งน่ะ เร็ว มาช่วยกันหน่อย”
ชั้นรับรู้ว่าพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ชั้นเรื่อยๆ แล้วเฉียบพลันชั้นก็เริ่มควบคุมสภาวะผิดปกติของตนเองได้ ชั้นพยายามทำใจดีสู้เสื้อ และหันไปเผชิญหน้า
“ชั้นไม่เป็นไรๆ” ชั้นตอบออกไปในที่สุด พร้อมกับถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อบ่งบอกถึงระยะห่างที่ชั้นต้องการ ซึ่งดูเหมือนหนึ่งในพวกเขาก็ดูจะเข้าใจดี เขาหยุดเดินและดึงเพื่อนเขาเอาไว้ด้วย
“ผมขอถามตรงๆนะ คุณ...เป็นใครครับ”
“ชั้น...ชั้น เป็นใคร...เหรอ”
“อ้าว เอาแล้วไง สมองกระทบกระเทือนเมื่อกี้แน่นอน”
“คุณ...โอเครึเปล่าครับ”เขาชี้ไปที่ศีรษะของเขา ชั้นพยักหน้า
“ชั้นออกมาที่นี่...ที่นี่คือ...นี่คือ ต้นไม้นั่น...” คนที่คิดว่าชั้นเป็นผีกลอกตา และทำปากขมุบขมิบ
“ใช่ครับ นี่คือต้นไม้ต้นนั้น ต้นเดียวในชุมชนของเรา” เขาตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ชั้น
“ที่กำลังจะตายจากไป...” ชั้นพูดต่อ เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบชั้นด้วยรอยยิ้มแบบเดิม
“...คุณเป็นมังสวิรัติสินะครับ คงจะลำบากใจน่าดูที่มันกำลังใกล้จะสูญสลาย...”ชั้นพยักหน้าเบาๆ บางอย่างในตัวเขาทำให้ชั้นเริ่มวางใจในความปลอดภัยของตัวเองจากพวกเขามากขึ้นบ้าง และทำให้เชื่อว่าเขาไม่น่าจะเป็นพวกล่ามังสวิรัติ หรืออย่างน้อยก็อาจจะเป็นพวกลูกผสม
“คุณเป็นลูกผสมเหรอ” ชั้นโพล่งออกไป
“เปล่าครับ เรานับถือลัทธิมังสะ เราทั้งคู่เป็นมังสะ...” ประโยคแรกแห่งการสารภาพของเขาทำให้ชั้นตื่นกลัวขึ้นมา “...แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ เราไม่ทำร้ายคุณหรอก ทีแรกน้องชายเพียงแค่นึกสนุกเล่นป่วนคน แต่ไม่นึกว่าปลายสายที่เขาโทรไปจะเป็นบ้านร้าง...เอ่อ บ้านของคุณที่อยู่ตรงหน้าพอดี แล้วเราก็ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ จนเห็นคุณ...” แม้เขาจะพยายามอ้างถึงความบังเอิญของเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ชั้นก็ไม่อาจจะรู้สึกวางใจได้นัก แม้จะทำมีดจะหล่นหายไปแล้วขณะที่วิ่งออกมา แต่ชั้นยังกำหมัดแน่นพร้อมที่จะป้องกันตัวเท่าที่พอจะทำได้หากเกิดเรื่องร้ายขึ้น
“แต่ว่ามังสะล่าเลือดเนื้อ และวิญญาณ” ชั้นถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
“อ๋อ...ถ้าคุณบังเอิญได้ยินที่น้องชายของผมพูด ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกครับ เขาพูดด้วยความคะนองเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำจริงๆหรอก”
“ชั้นไม่ได้พูดด้วยความคะนอง ชั้นคิดจะทำจริงๆ...กลัวมั้ยล่ะ”น้องชายของเขาบอก ก่อนจะหันมาทำหน้าเหี้ยมใส่ชั้น ซึ่งถ้าพิจารณาจริงๆมันก็ไม่ได้น่ากลัวซักเท่าไหร่
“แต่นอกจากนี้ ชั้นก็เคยได้ยินมา...”
“เรื่องล่ามังสวิรัติ มันไม่มีอีกแล้วล่ะครับ นับตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว”
“8 ปี...8 ปีก่อนคือการเริ่มล่าไม่ใช่เหรอ”
“เริ่ม แล้วก็จบในปีนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับวิธีการโหดร้ายแบบนั้นหรอกครับ ตอนนั้นผม 8 ขวบ ก็พอจะรู้เรื่องแล้ว และจากที่พวกผู้ใหญ่เล่าผู้นำแห่งวิถีโหดร้ายเหล่านั้นโดนขับไล่ออกจากชุมชนไปตั้งแต่ 3 เดือนแรกที่เริ่มล่าน่ะครับ... โธ่ ลองคิดดูสิครับ ถ้ายังมีการล่าอยู่จริง เราจะยังได้ยืนคุยกันอย่างนี้เหรอ...ลองมองไปรอบตัวคุณสิ ทุกคนก็แค่ใช้ชีวิตตามปกติ” ชั้นมองรอบตัวตามที่เขาบอก มีคนเดินไปมาพลุกพล่าน แต่ไม่มีใครมีท่าทีแม้แต่จะสนใจพวกเราตรงนี้เลย แต่ถึงอย่างไรชั้นก็ยังสงสัย
“แต่พวกคุณก็ยังเป็นมังสะอยู่”
“ถามมากมายจริงวะ”อีกคนเริ่มรำคาญ หรือจริงๆเขาก็ดูจะรำคาญอยู่ตลอดเวลา
“ถ้าไม่อยากฟัง แกอยากไปไหนก่อนก็ไป...”เขาหันไปดุน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกฝ่ายกลอกตาทำหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด แต่ก็ไม่ยักจะขยับตัวไปไหน “...ขอโทษทีครับ ถามว่าอะไรนะ...อ๋อ เออ ใช่ครับ พวกเราเป็นมังสะ แต่สมัยนี้เขาใช้วิธีสูบเลือดและวิญญาณจากการบริจาคน่ะครับ”
“การบริจาค?”
“ใช่ครับ เป็นการช่วยเหลือกันภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นมังสะหรือลูกผสม หากมีส่วนได้ส่วนเสียในการบริโภคอุปโภคเลือดเนื้อและวิญญาณ จะต้องมีการบริจาคส่วนของตัวเองเป็นรายปีน่ะครับ การสูบวิญญาณทำให้พวกเราซ่อมแซมร่างกายได้รวดเร็วอยู่แล้ว การบริจาคเป็นสิ่งที่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วพึงกระทำทุกคน ตอนนี้เราก็เลยไม่ได้รบกวนพวกคุณที่เป็นมังสวิรัติแล้วน่ะครับ”
“รบกวนบ้าบออะไรล่ะ พวกนั้นน่ะเห็นแก่ตัวจะตาย ต้นไม้จะสูญสลายอยู่แล้ว ยังจะเอาแต่กินให้อยู่รอดไปวันๆ ไม่รู้จักปรับตัว บอกตามตรง ต่อให้ไม่มีพวกมังสะล่าเนื้อ พวกนั้นก็ต้องตายในไม่ช้า” น้องชายของเขาขัดขึ้นมาอีก
“เรื่องแบบนี้มันก็ความคิดส่วนบุคคล รสนิยมต่างกันไม่เห็นจะผิดเลย อีกอย่างก็พวกนักวิทยาศาสตร์ชาวมังสวิรัติไม่ใช่เหรอที่ต้นพบแร่ในข่าวนั่นน่ะ”
“แร่?” ชั้นขมวดคิ้วอย่างงงเต็มที
“แร่ธาตุใหม่น่ะครับ ขุดพบในดิน ตามข่าวบอกว่ามันอาจจะสามารถเป็นแหล่งสร้างพลังงานใหม่ให้กับเราทุกคนได้ เห็นว่าถ้าสกัดได้สำเร็จน่าจะให้พลังงานสูงกว่าเลือดเนื้อ และพืชผัก แล้วอาจจะใช้ประโยชน์อื่นๆได้ด้วยน่ะครับ”
“มันก็แค่ข่าว จะทำได้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้” น้องของเขาท้วง
“แต่มันก็ไม่ผิดไม่ใช่เหรอที่จะมีความหวัง”
“ไม่รู้สิ” แล้วเขาก็เงียบไป พร้อมกับเบือนหน้าไปอีกทาง พี่ชายของเขาหันมาถามชั้นต่อ
“...แสดงว่าคุณซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ เพราะว่ากลัวพวกเรา...” ชั้นพยักหน้า
“...แสดงว่าไม่ได้มีแค่คุณใช่มั้ย” คราวนี้ชั้นนิ่ง ไม่กล้าตอบ แต่กลับชะงักและครุ่นคิดว่านี่อาจจะเป็นแผนหลอกล่อให้ชั้นบอกที่ซ่อนของพวกเราทั้งหมดก็เป็นได้
“ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมเข้าใจว่าคุณยังไม่ไว้วางใจนัก แต่อยากให้รู้ไว้ว่าชุมชนนี้ยังเหมือนเดิม แม้วิถึจะเปลี่ยนไป ผู้คนอาจจะแตกต่างกันมากขึ้น แต่มันก็ยังเป็นชุมชนเดิมของพวกคุณ”
“ฝีมือพวกลูกผสมล่ะสิท่า” น้องชายของเขาเริ่มกลับมาแทรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้เป็นพี่ไม่ได้ทำหน้าตำหนิเหมือนครั้งก่อนๆ เขากลับพูดต่อ
“...เขาหมายถึงพวกลูกผสมที่เป็นพ่อค้าน่ะครับ พวกนี้เป็นนักต้มตุ๋น แล้วก็ชอบโก่งราคาสินค้า ก็เลยสร้างเรื่องราวหลอกลวงขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองขายของได้น่ะ แต่ก็ถูกจับขับไล่ออกไปที่อื่นหลายคนแล้วเหมือนกัน”
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ ที่ว่าไปที่อื่น คือไปไหน มีที่อื่นที่อยู่ได้นอกจากชุมชนนี้ด้วยเหรอคะ” ในที่สุดชั้นก็โพล่งออกมา แต่เป็นคำพูดที่สุภาพกว่าครั้งอื่นๆ ด้วยสติที่กลับมาครบถ้วนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสงสัยยังมีอยู่อย่างมหาศาล
“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ผมเพิ่งอายุ 16 ยังไม่รู้จักชุมชนนี้เพียงพอ ผมไม่อาจทราบได้หรอกครับว่านอกเหนือจากที่นี้มีที่อื่นรึเปล่า... แต่ผมก็หวังว่าซักวันผมจะได้รู้ ก็เหมือนคุณไงครับ ตอนนี้คุณก็ได้รู้แล้วว่ามีที่อื่นที่อยู่ได้นอกจากบ้านคุณ” ชั้นพยักหน้าน้อยๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาจึงพูดต่อ
“คุณอยากจะลองเดินเที่ยวในชุมชนดูซักนิดมั้ยล่ะครับ พวกผมจะพาไป ลองดูว่าสิ่งที่ไม่ได้เห็นมานานข้างนอกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน เผื่อถ้ายังมีใครที่ยังไม่รู้ความจริง คุณจะได้กลับไปบอกเค้าได้ยังไงล่ะครับ” ชั้นลังเลที่จะตอบออกไป แม้ว่าชั้นจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดและสิ่งที่ชั้นเห็น แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ต้องระมัดระวังตนเองเพื่อความอยู่รอดยังรั้งชั้นไว้ ถ้าหากสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องหลอกลวง ถ้าเขาเพียงแค่หลอกให้ชั้นตายใจ แล้วจับชั้นไปสูบเลือดเนื้อและวิญญาณ หรือยิ่งไปกว่านั้นหลอกให้ชั้นพาเขาไปพบกับพ่อแม่ และมังสวิรัติที่ยังอยู่รอด แล้วก็ทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกเราทั้งหมด...
...แต่ชั้นจะกลัวไปอีกทำไม ในเมื่อเท้าของชั้นก็เหยียบอยู่บนพื้นดินของชุมชนแห่งนี้ ไม่ใช่บนพื้นบ้านของชั้นอีกแล้ว...เท้าเปลือยเปล่าบนพื้นหยาบขรุขระ เริ่มมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ รอยแยกเล็กๆสีแดงที่ชั้นไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏอยู่ทั่วทั้งแขนและขา รอยที่เกิดจากต้นไม้ต้นนั้น ต้นไม้ที่ยังคงสูงใหญ่ งดงาม แม้ว่าจะดูโรยราลงไปบ้างจากเมื่อ 8 ปีก่อน ทว่าชั้นไม่อาจรู้ได้...อีกไม่นานนั้นจะนานแค่ไหน อาจจะเป็นอีก 10 ปี หรือว่าพรุ่งนี้ หรือแม้แต่ในวินาทีถัดไป ที่ความงดงามที่เห็นจะมลายไปตามคำทำนายเหล่านั้น
“จะไปมั้ยเนี่ย ไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ” น้องชายของเขาหันมาถาม หน้าตาบึ้งตึงไม่เปลี่ยน
ชั้นจ้องมองลำต้นของต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชั้นก็ตัดสินใจ
“ไปสิ...”
edit @ 2 Jan 2012 12:30:12 by mcgrangersam