A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p8

posted on 06 Jul 2009 23:45 by mcgrangersam

(ต่อจากตอนที่แล้ว ตอนที่7 อะ...)

 

 

หลังจากเหตุการณ์ที่หน้าประตูห้องสมุดนั้นที่ทำให้เรา...ชั้นกับแจ็คกี้...ได้เจอกัน เราทั้งสองก็ได้พูดคุย และแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันเล็กน้อยเมื่อพบว่าเราคุยกันถูกคอ วันต่อมาแจ็คกี้นัดชั้นไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารอิตาเลียนสุดหรูในย่านไฮโซที่หันมองไปก็เจอแต่คนดังๆเดินร่อนไปทั่ว หลังจากเดทครั้งนั้นของเรา ทำให้ชั้นและเค้ายิ่งประทับใจในตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น ทำให้มีเดทหนที่สอง สาม สี่ ห้า....จนกระทั่งนับไม่ถ้วน..ตามมาอีก และยิ่งเราสองได้พบสบตา พูดคุย หยอกล้อ ต่อกระซิก ฯลฯ มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหลงรักในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งวันนั้นมาถึง แจ็คกี้ทำหน้าอ้ำๆอึ้งๆ และมีท่าทีแปลกประหลาดไปกว่าทุกที เขาดูลำบากใจ หรือกังวลอะไรบางอย่าง ไม่ได้มีแววตาสดใส มั่นใจเหมือนทุกที

เป็นอะไรรึเปล่าคะ แจ็คชั้นถามด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและความรักถวิลหา...สมเป็นคนรักที่ดีของเขา

ผม...มีเรื่องจะพูดกับคุณ...สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลย หรือว่า...เขาจะขอเลิก!!...ไม่นะ ชั้นทำอะไรผิด...เรารักกันมากไม่ใช่เหรอ?!...

ผมอยาก….ให้คุณดูนี่เขายื่นซองขาวให้ชั้นใบหนึ่ง...นี่คิดจะไล่ชั้นออกจากการเป็นแฟนเลยเหรอ?!...

อะไรคะ

ลองเปิดดูก่อนสิครับชั้นทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย แม้จะไม่อยากรู้เลยก็ตามว่าภายในซองคือ...อะไร...อะไร...แหวน!!..

แหวน!!...”ชั้นอุทานออกมาอย่างงงๆ

ถ้ามันจะเป็นคำอุทานใหม่ของคุณในตอนนี้ ผมก็ยินดีนะครับ...เขาพยายามเล่นมุขให้ดูสอดคล้องกับวันแรกที่เราเจอกัน ช่างน่ารักจริงๆ... “…โรสครับ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับชั้นก็เหมือน..ว่าที่ว่าที่เจ้าสาว(ไม่ได้พูดผิดนะ หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ)ทั่วไป ดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ชั้นได้แต่พยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา...น้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขล้นมากมาย เท่าที่ชีวิตผู้หญิงโสดคนหนึ่งจะมีได้...

.............

......

ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ.......

ชั้นนั่งอยู่ในห้องสมุด ท่ามกลางหนังสืออ้างอิงบ้าบอเกี่ยวกับหอยเม่น หรือเม่นทะเลอะไรนั่น งานเขียนบทความสารคดีสำหรับเด็กที่ชั้นตั้งใจให้มันคืบหน้าที่สุดในวันนี้....ยังไม่เกิด

อาจจะงง...ว่าที่แท้เรื่องราวมันอะไรยังไงกันแน่

คือ...ใช่ แน่นอน ชั้นโกหก...แต่โกหกตั้งแต่ตรงไหนล่ะ

1.ตั้งแต่ที่เค้า(แจ็คกี้)ขอชั้นแต่งงาน

2.ตั้งแต่เจอเค้าที่หน้าเหมือนคนในความฝันที่หน้าห้องสมุด

3.หรือว่าตั้งแต่ฝันเลย....

............

ชั้นล้อเล่นน่า มาตั้งถึงขนาดนี้ ชั้นอาจจะเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ชั้นก็เป็นคนซื่อตรงนะ ชั้นก็แค่ลองคิดเล่นๆดูเฉยๆว่าถ้าเขาขอเบอร์ชั้น ถ้าเราแลกเบอร์กันเหมือนในห้วงจินตนาการของชั้น เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป....

....แต่น่าเสียดายที่เค้าไม่ได้ขอเบอร์ชั้น...

ต่อไปนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

หลังจากที่แจ็คกี้ช่วยดึงชั้นขึ้นมาจากท่านอนอันสวยงามและห้วงแห่งการอึ้ง ตะลึงในชะตาลิขิต เขาก็ช่วยชั้นถือของเข้าไปนั่งในห้องสมุดเป็นการไถ่โทษ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันยกเว้นที่เขาได้รับรู้ว่าชั้นมาหาข้อมูลไปเขียนบทความเกี่ยวกับหอยเม่น และแนะนำตู้หนังสือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลให้ชั้นลองไปคุ้ย...หรือ ค้นหาดู....

....หลังจากนั้นเขาก็ออกไป โดยไม่มีท่าทีจะเสียดายเลยแม้แต่น้อยที่อาจจะไม่มีโอกาสหรือไม่มีวันได้โทรหา หรือได้เจอชั้นอีกต่อไป หรือถ้าเขามี(ท่าที) เขาก็คงจะเป็นคนเก็บความรู้สึก เก็บสีหน้าเก่งเอามากๆ

อย่างไรก็ตาม ชั้นควรจะทำงานต่อให้เสร็จ หรืออย่างน้อยก็เสร็จๆไป เพราะกำหนดส่งเส้นตายก็คือวันพรุ่งนี้ เอาล่ะ...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า...นี่ชั้นยังไม่ได้บอกใช่มั้ยว่าชื่อบทความที่อุตส่าห์ให้สาวๆนั่งตัดสินกันตั้งนานนั่นคือชื่อไหนระหว่าง....  

เม่นทะเล หนามมฤตยู

เม่นทะเล หนามจี้ดโดนใจ

.....

และรางวัลชื่อยอดเยี่ยมที่เหมาะสมจะวางแปะอยู่บนหัวกระดาษของ(ว่าที่)บทความสั้นสำหรับเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีนี้ก็ตกเป็นของ...(ประกาศแบบรางวัลออสการ์กันหน่อยเป็นไง )

หนามน้อยอร่อยเด็ด

....ใช่ คงแปลกใจละสิที่ผลออกมาพลิกโผเหนือความคาดหมายขนาดนี้ เรื่องของเรื่องก็คือหลังจากที่ชั้นเสนอสองชื่อที่ว่าให้สองสาวโหวตกันแล้ว ปรากฏว่าผลโหวตออกมาเท่ากัน (ลองเดาดูสิว่าคนไหนเลือกชื่ออะไร...) ตัวชั้นที่เป็นเสียงตัดสินก็เลือกไม่ถูก เจ้าทีบีเองก็เลือกไม่ถูกเช่นเดียวกัน มันเอาแต่ส่ายหน้าไปมา ราวกับจะบอกว่า “…โอ อย่าให้ผมต้องเลือกเลยนะ มันสุดยอดทั้งคู่ ผมเลือกไม่ได้หรอกฮะ...หรือว่ามันอยากจะบอกอย่างอื่นชั้นก็ไม่รู้นะ แต่จากประสบการณ์และความสนิทชิดเชื้อกับมันมา 1 ปีเต็ม ชั้นคิดว่าคงอ่านภาษากยของมันไม่ผิดหรอก....กลับเข้าเรื่องชื่อต่อ...ก็เพราะแบบนี้เองทำให้เราตัดสินกันไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเล่าเรื่องหนังสือสูตรอาหารที่ทำจากหอยเม่นและอีตาเกย์จอมหวงก้างที่ร้านหนังสือให้สองสาวนั่นฟัง พวกเธอก็ทำท่าสนใจเอามากๆ เรดถึงกับชักชวนให้เราไปหาซื้อมาทำทานกันซักที ชั้นก็เลยพูดเล่นๆไปว่าชั้นน่าจะเขียนเรื่องชีวิตหลังความตายของหอยเม่น(ตอนถูกทำเป็นอาหาร)มากกว่าที่จะเขียนถึงวิถีการดำรงชีวิตจริงๆของมัน...แล้วทั้งสองก็เออออห่อหมกขนมครกพริกไทยดำเห็นด้วยทันที ไวท์ยังเสริมอีกว่า ถ้าเป็นบทความที่เด็กๆอ่านยิ่งเหมาะ เพราะเด็กๆคงชอบของกินมากกว่าเรียนรู้เรื่องสัตว์โลกอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้ผิดคอนเซปต์นัก ชั้นกะว่าคงจะใส่เรื่องวิถีชีวิตของมันลงไปซักนิดๆพอเป็นกับแกล้มกรึ่มๆ(ศัพท์ที่ใช้อาจดูเมา แต่ชั้นไม่ดื่มเหล้านะคะ...) ด้วยเหตุเหล่านี้ทั้งหมดทั้งปวงจึงนำมาสู่การคิดชื่อที่น่ารักเหมาะกับเป็นบทความของเด็กและบ่งบอกถึงคุณลักษณะทั้งในแง่รูปลักษณ์ภายนอกและรสสัมผัสภายในของหอยเม่นได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อ

หนามน้อยอร่อยเด็ด

...อาจฟังดูเหมือนคอลัมน์ชวนชิมอาหาร แต่ในโลกสมัยใหม่ เราต้องเป็นมากกว่าผู้นำกระแส เราต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง เช่นนี้...เป็นการก่อตั้งวัฒนธรรมการตั้งชื่อบทความให้ดูมีความกำกวมในการแบ่งแยกประเภทของคอลัมน์ ทำให้เป็นลักษณะของการบูรณาการให้ได้รับความรู้หลายๆด้านจากบทความสั้นๆเพียงบทความเดียว เหมาะกับชีวิตอันเร่งรีบบนถนนเมืองกรุง....อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือที่มาของชื่อบทความที่แสนจะเยี่ยมยอดจากหัวคิดของชั้นและสองสาวเพื่อนสนิทผู้มีความสามารถทางด้านจิตวิทยาสูง ที่นี้เราก็มาเริ่มขึ้นต้นเขียนกันเสียที....

 

 

 

(ต่อตอนหน้านะคะ....)

 

 

 

A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p7

posted on 22 Jun 2009 01:14 by mcgrangersam

(ต่อจากตอนที่แล้วจ้า..)

 

      ในที่สุดชั้นก็กลับมาสวย(ในระดับหนึ่ง)อีกครั้งหลังจากลบนังอายไลเนอร์ไม่รักดีที่เลอะไปทั่วบริเวณใต้ขอบตาล่าง(อันเป็นที่ที่มันเคยอยู่และควรจะอยู่ไปตลอดวัน...ประโยคนี้ขยายเฉพาะคำว่า...ขอบตาล่าง)ออกไป(บ้าง) แล้วเขียนทับใหม่อีกรอบ คือจริงๆจะโทษอายไลเนอร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษป้าขายเกาลัดร้านที่ 47 ที่ไชน่าทาวน์นั่นด้วยที่ทำให้ฝุ่นควันพวยพุ่งเข้านัยน์ตาชั้นขณะที่กำลังดิ้นรนพยายามหาทางออกไปจากการชุมนุมคนรักกังฟูที่ชั้นเข้าใจผิดว่าเป็นกองถ่ายหนังอะไรบางอย่าง รู้ตัวอีกทีก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว แถมยังถูกบังคับให้เซ็นชื่อสมัครสมาชิกเข้ากังฟูคลับฟรี 1 เดือนอีกต่างหาก...แต่ประเด็นก็คือควันที่พุ่งเข้าตาชั้น ทำให้ชั้นรู้สึกคันคะเยอขึ้นมาทันใด ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ ชั้นจึงรีบยกมือขึ้นปาดที่ตาด้วยความเคยชิน และฉับพลันทันใดนั้นอายไลเนอร์ก็อพยพย้ายถิ่นฐานลงมาตั้งรกรากอยู่ที่ใต้ขอบตาแทน....ซึ่งจะว่าไปแล้ว ชั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะว่ามันเละตั้งแต่ตอนนั้นรึเปล่า แต่มันเป็นเหตุการณ์เดียวที่ชั้นจำได้ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าใช่ไปก็แล้วกัน จริงๆปกติชั้นไม่ค่อยได้แต่งหน้า หรือจริงๆเรียกว่าไม่แต่งเลยจะดีกว่า ชั้นจะแต่งเฉพาะวันที่ชั้นมีอารมณ์อยากจะสวยเท่านั้น(เช่นวันนี้) ชั้นก็เลยมักจะเผลอขยี้ตา นวดตา หรือทำอะไรที่เคยชินอยู่บ่อยๆ...ชั้นทำธุระกับหน้าให้ดู เสร็จพอสมควรแล้ว ต่อไปก็ผม จริงๆฟูๆอย่างนี้ก็เซอร์ดีนะ เซ็กซี่ดี(ในความหมายหนึ่ง) เอาละ...เสียเวลาในห้องน้ำมากพอแล้ว ทีนี้ชั้นจะได้เดินเฉิดฉายอวดโฉมผ่านไปยังคณะวิทยาศาสตร์ได้ยังรอดปลอดภัยไร้กังวลเสียที....

 

    ชั้นเปิดประตูออกจากห้องน้ำอย่างมั่นใจ แต่ก็ยังรอบคอบตรวจดูว่าศาสตราจารย์ที่รักของชั้นยืนอยู่แถวนั้นอีกรึเปล่า ซึ่งก็เป็นโชคดีของชั้นที่เขาไม่อยู่แล้ว...ชั้นเดินออกมาจากพื้นที่อันตรายนั้นอย่างปลอดภัยไร้กังวลตามที่ตั้งใจไว้ และเตรียมเชิดหน้าชูตาเดินต่อไปอย่างสง่าผ่าเผย ชั้นรู้ตัวว่าเป็นคนเดินไม่สวย แต่ชั้นก็รู้จักปรับปรุง ชั้นไม่ได้นั่งดู ANTM (America next top model)เปล่าๆ แต่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการลุกขึ้นมาหัดเดินเหมือนนางแบบพร้อมๆกับเหล่าสาวน้อยล่าฝันพวกนั้น บางครั้งชั้นยังคิดเลยว่าถ้าไม่ได้ตัวเตี้ยอย่างนี้ ชั้นน่าจะไปลองประกวด ANTM ดูซักตั้ง ชั้นคาดว่าไทร่าคงชอบความสวยแบบผสมผสานที่ไม่มากเกินไปพอปะแล่มๆแต่มีจุดเด่นในตัวเองอย่างชั้น...ฟังดูเหมือนจะหลงตัวเอง ชั้นพูดเล่นหรอกน่า ชั้นรู้ตัวว่าเป็นคนสวยแบบเรียบๆไม่มีจุดเด่นอะไร แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ใครๆก็บอกคือชั้นมีก้นที่สวยได้รูป อาจจะจริงก็ได้นะ...มิน่าหลายคนที่ชอบมองต่ำๆมากกว่ามองหน้าชั้น ที่แท้เค้าก็มองก้นนี่เอง....

 

      ชั้นมีความรู้สึกว่าใช้เวลากับความคิดตัวเองมากเกินไปอีกแล้ว ชั้นรู้สึกไม่ค่อยมีสติเวลาเดิน เหมือนรุ้สึกตัวอีกทีก็ข้ามจากจุดนั้นมาจุดนี้แล้ว เหมือน Nightclawler ใน X-men ไง ที่ ว๊าบได้....หรือจริงๆแล้วชั้นจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์...อืม น่าสนใจ....เอาไว้ไปหาอ่านเพิ่มเติมในห้องสมุด ตอนนี้เราลองมาเช็คเรตติ้งกันหน่อยดีกว่าว่าอายไลเนอร์ที่ทากลบเข้าไปแล้วอย่างเนียนสวยจะช่วยอะไรได้มั้ย....และแล้วชั้นก็ได้ค้นพบว่าตั้งแต่เดินมานี่อย่าว่าแต่คนมองเลย แค่คนเฉยๆยังไม่มีเลย มีแต่หมา 2 ตัวซึ่งมันก็ไม่ได้สนใจอะไรชั้น ไม่ใช่หมาเมินนะ แต่ชั้นเป็นคน มันเป็นหมา มันคงรู้ฐานะของมันดีว่าเราไม่คู่ควรกัน ไม่ใช่ว่าชั้นเหยียดชาติพันธุ์หรอกนะ ก็อย่างที่ว่าชั้นยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเป็นมนษย์กลายพันธุ์หรือเปล่า เพราะฉะนั้นชั้นไม่เหยียดแน่ๆ แต่ชั้นคิดว่าคนอื่นเค้าไม่คิดอย่างชั้นน่ะสิ ถ้าเราแต่งงานแล้วมีลูกด้วยกัน ลูกเราก็จะกลายพันธุ์อย่างแน่แท้ และเขาก็จะเป็นที่น่ารังเกียจในสังคม ไม่มีวันได้เป็นคนเด่นดัง หรือคนปกติที่มีความสุข หรือแม้แต่เด็กเรียนที่ถูกแกล้งในไฮสคูล!!.....หลายคนที่มาได้ยินชั้นคิดแบบนี้คงหาว่าชั้นวิปริต หรือโรคจิตเข้าขั้นที่คิดถึงเรื่องมีลูกกับหมา แต่ชั้นขอยืนยันว่าสติสัมปชัญญะชั้นยังดีอยู่ ไม่ได้วิปริตจิตเภทอะไรทั้งสิ้น แค่ห่วงถึงอนาคตของสังคมจนถึงขนาดยอมเอาตัวเองไปเป็นตัวอย่างสมมติในกรณีศึกษา...และชั้นก็ว๊าบมาอีกครั้งหนึ่ง ถึงหน้าคณะวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เอาเป็นว่าถึงแล้วก็พอ ชั้นรีบเดินตรงไปที่ห้องสมุดอย่างรีบเร่งกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดออกนอกเรื่องบ่อยนัก วันนี้ที่มหาวิทยาลัยไม่มีคนเลย ในคณะนี้ก็ไม่มี มีแต่อาจารย์ที่คณะชั้นรึไงนะที่มากันตอนปิดเทอม...จะว่าไปชั้นก็สงสัยเหมือนกันว่าเขามากันทำไม อาจารย์วอล์กเกอร์นี่คงนัดเพื่อน เลยมารอที่คณะก็ไม่แปลกเท่าไหร่ แล้วศาสตราจารย์ชายน์ล่ะ เค้ามีเพื่อนด้วยเหรอ?....แต่จริงๆถ้าท่านแกจะมีเพื่อนซักคนมันก็แปลกอะไรนี่นะ แล้วชั้นจะสงสัยไปทำไม...นั่นไงล่ะ คิดนอกเรื่องอีกแล้ว เดินเร็วๆยังไม่พอ สงสัยต้องวิ่งเลยจะได้ไม่ต้องคิดเรื่อยเปื่อยอีก เอ้า วิ่งๆๆๆ....ถึงประตูห้องสมุดแล้ว เข้าไปเลย...เฮ้ยยย...

 

ว้ากกกก หลบไปๆๆไอ้...คำบ้าคำบออะไรไม่รู้หลุดออกมาจากชั้น หลังจากพบว่าตัวเองลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเพราะวิ่งไปผลักประตูอย่างเต็มแรง แต่ประตูเลวกลับถอยหลังหนีการเอื้อมคว้าของชั้นตอนนี้ชั้นมีส่วนของปลายเท้าข้างเดียวที่ยังอยู่เป็นจุดสุดท้ายที่สัมผัสกับพื้น มันเลยทำหน้าที่เป็นจุดหมุนแทน และแน่นอนตามสไตล์ ชั้นล้มลงอย่างสวยงาม หน้าคว่ำลงพื้น ชั้นรีบเอามือกัน...หวังว่าฟันคงไม่บิ่น ดั้งคงไม่หัก หน้าคงไม่เป็นรอย...ไอ้ผู้มีบุญคุณที่เปิดประตูให้ชั้นตะกี้มันเป็นใครนะ ดู๊ดู...พอบอกให้มันหลบก็หลบแบบไม่ไยดีกันเลย อยากจะเห็นหน้ามันจริงๆไอ้....

 

แจ็คกี้ชั้นโพล่งชื่อนั้นออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่ชั้นเงยหน้าขึ้นและมองเห็น...ก็ดูหน้าเขาสิ ไอ้คนที่มันทำชั้นล้มกองกับพื้นแบบนี้ เขาคือหนุ่มหน้าใส ตากลม น่ารัก ครบสูตรตามความฝันของชั้นเปี๊ยบเลย

 

เป็นอะไรรึเปล่าครับเขาย่อตัวลงมาดูชั้นที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นไม่ยอมขยับไปไหน เอาแต่จ้องหน้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

ไม่เป็นไรค่ะร่างกายน่ะไม่เป็นไร แต่จิตใจกับสมองนี่เตลิดเปิดเปิงไปแล้ว ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเจอคนที่หน้าตาเหมือนคน

ในความฝันทุกกระเบียดนิ้วเร็วขนาดนี้ จริงๆก็ไม่ทุกกระเบียดนิ้วซะทีเดียว เพราะชั้นรู้สึกว่าตัวจริงเขาจะสูงกว่าในความฝันนิดหน่อย ในฝันเขาอยู่ในน้ำนี่น่ะ เลยเห็นไม่ชัด อ่อแล้วที่ไม่เหมือนอีกอย่างคือ ตอนนั้นเปลือยอก ตอนนี้ใส่เสื้อเชิ้ตเรียบร้อย หล่อเนี้ยบ

 

โทษทีนะครับ ผมเปิดประตูแรงไปหน่อยเขาพูดพลางช่วยดึงชั้นขึ้นมา

ไม่เป็นไรค่ะปัญญาอ่อนรึเปล่าชั้นเนี่ย พูดเป็นอยู่คำเดียวรึไง....

อืม ใช่...ตะกี้เห็นคุณเรียกชื่อ แจ็คกี้

อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เป็นคำอุทานของชั้นน่ะค่ะชั้นรีบแต่งเรื่องปฏิเสธ แต่ฝ่ายนั้นกลับยิ้มน้อยๆแล้วให้คำตอบที่ทำให้ชั้นรู้สึกตัดสินใจผิดอย่างมากที่โกหก

เหรอครับ บังเอิญจังเลยนะครับ เพราะผมเองก็ชื่อเหมือนคำอุทานของคุณเลย...

 

รอยยิ้มกับผลจากคำโกหกบ้าๆนั่น ทำให้ชั้นใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

 

 

 

 

(ต่อตอนหน้านะจ๊ะ....)

ดีใจที่ได้มาแต่ง สะสมงานไว้ทำวันหลัง...

 

A Girl IN LOVE ผู้หิงจมฮัก...p6

posted on 08 Jun 2009 01:06 by mcgrangersam

(ต่อจากตอน5.5)

 

 

       ชั้นมาถึงที่มหาวิทยาลัยในสภาพที่ค่อนข้างจะสะบักสะบอม หรืออาจจะมากกว่าค่อนข้าง คือจริงๆก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าระดับไหน เพราะชั้นยังไม่ได้เห็นตัวเองเลยตั้งแต่บีบตัวออกมาได้จากฝูงชนในย่านไชนาทาวน์ คือที่จริงแล้วชั้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องไปผ่านที่นั่นหรอกนะ แต่เห็นว่ามันเป็นทางลัดที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องใช้รถประจำทางหรือบริการของขนส่งอื่นๆเลยเท่านั้น จริงๆชั้นควรจะชินนะ เพราะถ้าชั้นออกจากบ้านสายแล้วต้องใช้ทางลัดก็ต้องเจอสภาพแบบนั้นอยู่ตลอดแล้ว แต่ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันพิเศษฉลองครบรอบอะไรกันสักอย่าง คนเลยมาชุมนุมกันมากเป็นพิเศษ....อย่างไรก็ตาม ชั้นก็มาถึงที่หมายแล้ว และหมายมั่นปั้นมือด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่างานเขียนของชั้นจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีที่นี่ก่อนหกโมงเย็น และเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุขโดยไม่อาจหาญไปแหยมในไชน่าทาวน์อีกเป็นอันขาด(เฉพาะวันนี้ เปิดเทอมชั้นจำเป็นต้องใช้ทางนั้น) แต่ก่อนอื่น ขอแวะเข้าห้องน้ำไปดูหน้าตัวเองก่อน เพราะกว่าจะเดินไปถึงคณะวิทยาศาสตร์ต้องผ่านอีกหลายคณะ ชั้นจะได้อวดโฉมได้อย่างมั่นใจ ไม่อายใคร เอาที่ภาควิชาของชั้นนี่แหละ...เฮ้ยยยยย!!... หลังว่าชั้นคงไม่อุทานดังไปในคราวนี้ เพราะถ้าเขา หรือจะเรียกให้ถูกคือ ท่านได้ยินเข้า ชั้นอาจต้องสูญเสียทุกอย่างที่วางแผนไว้ในวันนี้ ที่จริงเขา หรือ ท่านเนี่ยก็ไม่ได้จะมาทำลายงานอะไรของชั้นโดยตรงหรอก แต่ถ้าได้คุยกับเค้าแล้ว โอกาสที่ชั้นจะรู้สึกเจ็บปวด เสียใจ และถอยทัพกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่านั้นมีสูงถึง 98 % ยิ่งถ้าเค้าถามว่าชั้นมาทำอะไรในวันนี้ แล้วชั้นตอบไปว่ามาหาข้อมูลทำงานเขียน เขาก็คงจะตอกกลับด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ชั้นรู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเองได้แน่นอน ดังเช่นตัวอย่างบทสนทนาต่อไปนี้

 

อ้าว เธอมาทำอะไรน่ะ ยังไม่เปิดเรียนนี่

เอ่อ หนูมาหาข้อมูลไปทำงานน่ะค่ะ

งานอะไร งานประกวด ออกแบบน่ะเหรอ ไหนขอดูหน่อยสิ

อ่า ไม่ใช่หรอกค่ะ งานเขียนบทความของนิตยสารน่ะ...ค่ะ..

ทำงานนิตยสาร...?! นี่เธอลาออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย...แต่ก็ดีแล้วนะที่เธอรู้ตัว เพราะเธอก็เรียนไม่ค่อยจะไหวอยู่แล้วนี่นะ

หรอคะ เอ่อ แต่ไม่ใช่ค่ะ ศาสตราจารย์ หนูยังเรียนอยู่ค่ะ  แบบว่าเรียนไปทำงานไปไงคะ

อ๋อ อย่างนั้นเหรอ แล้วทำอะไรบ้างล่ะ   

เอ่อ...หนูยังอยู่ในขั้นฝึกงานน่ะค่ะ ก็เลยได้เขียนคอลัมน์เล็กๆครึ่ง เอสี่

(ยิ้มเยาะนิดๆ)...ก็ดีนี่...แล้วนี่คือมาหาข้อมูล

ค่ะ...ใช่ค่ะ

ก็ดีนะ ตั้งใจทำดี มีอาชีพรองรับไว้ก่อนก็ดี....แต่ไหนๆจะเบนเข็มแล้ว น่าจะลาออกไปเลยนะ จะได้มีสมาธิกับทางใดทางหนึ่ง...เพราะเท่าที่ชั้นมอง เธอก็ไม่เหมาะที่จะเป็นนักออกแบบหรอก แต่จะว่าไป เธอจะเขียนได้เหรอ รีเสิร์ชที่เธอส่งชั้นเทอมก่อนๆ ก็ไม่เคยได้สูงกว่า C เลยนี่...

 

   จบตัวอย่างการสนทนา แค่นี่ก็น่าจะพอสำหรับการยืนให้ความอึ้งรับประทานตัวเราให้หมดไป แล้วก็วิ่งกลับบ้านไปนั่งถามตัวเองว่าเกิดมาเพื่ออะไร หรือค่าของคนอยู่ที่ไหนอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์กว่าจะกลับมาเป็นปกติ

 

    จริงๆ ท่านก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น พอๆกับที่ชั้นก็ไม่ได้เรียนแย่ขนาดนั้นด้วย แต่คำพูดหลายๆอย่างของท่านทำให้คนที่สับสนในชีวิตอย่างชั้นไม่มีทางที่จะไม่คิดมากได้ ชั้นรู้ว่ามันดูแปลกและเป็นการเพิ่มดีกรีความโลเลเหลาะแหละในชีวิตมากขึ้นเมื่อใครๆได้รู้ว่าชั้นฝันอยากเป็นนักเขียนแต่ตัดสินใจเรียนทางด้านการออกแบบ(ด้วยความสมัครใจ)และที่แย่ไปกว่านั้น คือ ชั้นไม่เก่งจริงซักอย่าง แต่ชั้นก็ไม่ต้องการให้ใครมาช่วยจิ้มช่วยกดปมของชั้นไปมากกว่านี้ เพราะว่าที่จริงแล้วมันคือชีวิตชั้น จะโง่ดักดานมันก็เรื่องของชั้น จะไม่เป็นโล้เป็นพายก็เรื่องของชั้น จะเป็นคนตีตนไปก่อนไข้มันก็เรื่องของชั้น ทำไมต้องมากดดันกันด้วย....แต่จะว่าไปท่านก็ยังไม่ได้พูดอะไรซักคำนี่นา ที่จริงท่านเดินออกไปสักพักใหญ่แล้ว ชั้นก็ยังงงๆว่าตัวเองจะยืนหลบหลังเสาอีกไปทำไม...

 

ทำอะไรอยู่น่ะเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง ชั้นสะดุ้งเฮือก หรือว่าจะเป็น....

อาจารย์วอล์กเกอร์”...พอรู้ว่าเป็นใคร ชั้นถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก

ก็ใช่น่ะสิ คิดว่าเป็นใครล่ะ ศาสตราจารย์ชายน์รึไง...ใช่แน่เลย ถอนหายใจซะดังเชียวเขาล้อชั้นยิ้มๆ...อาจารย์วอล์กเกอร์ หรือ ดร.วอล์กเกอร์ อย่างที่ทั่วไปเขาเรียกกัน เขาสอนอยู่ที่คณะที่ชั้นเรียนอยู่เช่นกัน แต่ไม่ใช่ที่ภาควิชาของชั้น เขาเป็นชายหนุ่มวัย 30 ที่หล่อ รวย เก่ง เฉลียวฉลาด มีอารมณ์ขัน และป๊อบปูล่าร์มากในหมู่นักเรียนสาวๆ(ซึ่งรวมถึงชั้นด้วย) เรียกได้ว่าเป็น สุภาพบุรุษสมบูรณ์แบบหรือเจ้าชายในฝันของใครหลายคน(แต่ไม่ใช่ของชั้น เพราะของชั้นคือแจ็คกี้ ฮิฮิ...ซึ่งไม่มีตัวตน) ชั้นไม่อยากจะบอกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่เซ่อซ่าหาห้องเรียนไม่เจอหลังจากออกมาเข้าห้องน้ำระหว่างเลกเชอร์ แล้วเขาคนนี้ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยชั้น และแน่นอนเราสนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้น

 

...แล้วนี่มาทำอะไรล่ะเนี่ย ส่งแบบล่วงหน้าเหรอ...เขาคงเห็นชั้นเงียบไปนานเกินเลยชิงถามเสียก่อน และนั่นก็มาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นทุกครั้ง

...แหม อาจารย์ค่ะ...คือหนูมาหาข้อมูลทำงานเขียนน่ะค่ะ นิตยสาร A GIRL ที่หนูเคยเล่าให้ฟังไงคะ...

อ๋อ อืม จำได้ๆ เขียนเรื่องอะไรล่ะคราวนี้

หอยเม่น เอ้ย เม่นทะเลน่ะค่ะ...

...อ่อ อืม น่าสนใจดี มันทำเป็นอาหารอร่อยดีนะ ผมเคยทานซูชิไข่หอยเม่นน่ะ รสชาติดีทีเดียว

จริงเหรอคะ...อาจารย์วอล์กเกอร์ก็สนใจหอยเม่นในฐานะอาหารหรือนี่ นี่มันก็ลังฮิตตอดลมบน(ในฐานะอาหาร)จริงๆเหรอ

จริงสิ เนี่ยร้านอาหารญี่ปุ่นร้านใหม่ที่ซอยหน้าก็มีขายนะ คุณยังไม่ได้ไปลองใช่มั้ย ไว้ว่างๆไปด้วยกันก็ได้...”…นี่ อาจารย์ชวนชั้นเดทเหรอเนี่ยยย...ดีใจนิดๆถึงชั้นจะ ชื่นชอบเขาในแบบที่ต่างออกไป คือไม่ใช่ในเชิงชู้สาว(ซะทีเดียว) แต่ชั้นก็ดีใจ...เอ๊ะ แต่ว่าอาจารย์เดทกับลูกศิษย์มันจะเป็นข้อครหาได้นะ ไม่ดีหรอก แต่คิดอีกทีเค้าก็ไม่ได้สอนชั้นนี่นา...เอ๊ เอาไงดี...

 

...แล้วก็ชวนเพื่อนๆไปอีกหลายๆคน ผมเองก็จะชวนพวกอาจารย์รุ่นๆผมไปด้วยดีมั้ย ไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สานสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ไปด้วย...โธ่เอ้ย...แล้วปล่อยให้ดีใจ แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะชั้นเองก็ไม่อยากให้ต้องลำบากใจ ถ้าเราคบกันมันต้องเป็นปัญหาแน่ๆ (ข้อแรกเลยคือเพื่อนๆสาวๆต้องเกลียดขี้หน้าชั้นกันเป็นทิวแถวแหงๆ)

 

ก็ดีนะคะ หนูว่าเพื่อนๆก็คงอยากลองชิมไข่หอยเม่นกันแน่ๆ...

 

ดีๆ แล้วถ้าจะนัดเมื่อไหร่ ผมจะส่งข่าวผ่านทางคุณนะ....อ่าว นี่ผมชวนคุยจนเสียเวลารึเปล่าเนี่ย ไปทำงานเถอะ โรซี่ ผมเองก็มีนัดกับเพื่อนไว้เหมือนกัน...แล้วเจอกันนะ หนูน้อย”…คำว่า หนูน้อยที่เขาเรียกชั้นพร้อมกับขยิบตาให้นั้นทำชั้นใจเต้นทุกที แต่โดยรวมแล้วชั้นว่าเค้าคงไม่ได้คิดอะไรกับชั้นหรอก เพราะเราต่างกันเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม...

 

ค่ะ แล้วเจอกันชั้นตะโกนไล่หลังไป เขาหันมายิ้มให้ชั้นทีหนึ่ง แล้วเดินจากไป ชั้นมองตามเขาอยู่พักนึงก็นึกขึ้นได้ว่าชั้นยังไม่ได้จัดการอะไรกับใบหน้าลืมสวยของชั้นเลยนี่นา มิน่า...เค้าถึงเปลี่ยนใจไม่ขอชั้นเดท เพราะงี้นี่เอง 

 

 

(ยังไม่จบค่ะคุณ ยังมีป้อจายอีกมากมายให้คุณฮุ้จัก...)

edit @ 8 Jun 2009 01:09:21 by mcgrangersam

edit @ 8 Jun 2009 01:09:47 by mcgrangersam